Asia, Laos, Luang Prabang, Sapa, Thailand, Vientiane, Vietnam

[Go!Graph x VIOS] ASIAN ROAD TRIP ขับรถวีออส วิ่งยาวตั้งแต่ไทยยันเวียดนาม

[Go!Graph x VIOS] ASIAN ROAD TRIP ขับรถวีออส วิ่งยาวตั้งแต่ไทยยันเวียดนาม

สวัสดีจ้า ยินดีต้อนรับชาว Go!Grapher สู่รีวิวทริปพิเศษที่เรียกได้ว่า ทั้งโหด ทั้งมันส์ และทั้งสวย
เพราะนี่คือ Road trip – จากไทยไปซาปาประเทศเวียดนาม บอกได้หลายประโยคและหลายเรื่องเล่าเลยว่าไม่มีอะไรธรรมดาสำหรับทริปนี้

จะว่าไป… นี่เราก็สตาร์ทรถรอไว้แล้ว
ยังไงขอชวนทุกคนโดดขึ้นรถมาร่วม Road trip ครั้งนี้กันได้เลย!!!


What to know before WE GO!

นี่ถือเป็น หัวใจหลักของการขับรถ ในทริปนี้ก็ว่าได้ ซึ่งเราจะเริ่มทำทันทีตั้งแต่ผ่านด่านไทยทางจังหวัดหนองคายออกไป แรกๆ ก็ไม่ชิน โดยเฉพาะกับการขับชิดขวาและบีบแตร ผ่านไปสักพักคือเริ่มสนุกและชินเอง

  • การขับรถใน สปป.ลาว + เวียดนาม ต้องขับชิดขวา
  • ให้ระวังเผลอหลงเลน !!!
  • บีบแตรได้อย่างฟรีสไตล์ เพราะเขาไม่ซีเรียส ถือว่าเป็นสัญญาณเตือน
  • ห้ามขับกินเลน

เอกสารที่ใช้ในการข้ามด่าน : สปป.ลาว

หากเพื่อนๆ อ่านรีวิวทริปนี้จบแล้วรู้สึกจะไม่ไหว เราบอกเลยว่า การเตรียมเอกสารนั้นไม่ยากอย่างที่คิด อย่างการข้ามด่านเข้า สปป. ลาว ใช้เอกสารตามนี้เลย

  • ต้องมีพาสปอร์ตรถยนต์หรือที่รู้จักกันคือ ‘เล่มม่วง’ ซึ่งชื่อต้องตรงกับเล่มคู่มือรถตัวจริง
  • ถ่ายสำเนาหน้าจดทะเบียนรถและหน้าเสียภาษีประจำปี สำเนาเอกสารต้องมี 2 ชุด
    ชุดที่ 1 เตรียมสำหรับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง / ชุดที่ 2 สำหรับศุลกากร
  • ใบขับขี่ไทยแบบสมาร์ทการ์ด แบบใหม่ที่ใช้ได้ทั่วอาเซียน
  • กรณีที่ไม่ได้เป็นเจ้าของรถ (ติดไฟแนนซ์ ผ่อนยังไม่หมด หรือ ยืมรถเพื่อนหรือคนรู้จัก) จะต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากเจ้าของรถ อนุญาตให้เรานำรถออกนอกราชอาณาจักร

ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการข้ามด่าน : สปป.ลาว

การข้ามด่านที่นี่ เราจะดำเนินเรื่องเองทั้งหมดก็ทำได้ หรือจะติดต่อผ่านทางตัวแทนลาวก็ได้เช่นกัน

  • ข้ามเอง – ค่าใช้จ่ายไม่เกิน 1,000 บาท แต่!!! แต่ต้องวิ่งไปหาซื้อประกันรถยนต์เอง
    ยื่นเอกสารเอง ทำแผนการเดินทางเอง
  • ติดต่อผ่านตัวแทนลาว – ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ไม่เกิน 2,500 บาท ทางตัวแทนลาวจะเดินเอกสารให้ทั้งหมด วางแผนการเดินทาง หาซื้อประกันให้
  • ประกันรถยนต์ของเมืองไทยไม่สามารถใช้กับ สปป. ลาวได้ เพราะประกันไทยจะไม่คุ้มครอง ต้องใช้ประกันของลาวเท่านั้นเด้อ

เอกสารที่ใช้ในการข้ามด่าน : เวียดนาม

ที่เวียดนามระเบียบและข้อบังคับจะแตกต่างกับทางฝั่งลาว เพราะเราไม่สามารถทำเรื่องเองได้ ต้องติดต่อผ่านตัวแทนอย่างเดียว ซึ่งเวลายื่นเรื่องต้องขออนุญาตจากรัฐบาล ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 เดือน

  • ต้องมีพาสปอร์ตรถยนต์หรือที่รู้จักกันคือ ‘เล่มม่วง’ ซึ่งชื่อต้องตรงกับเล่มคู่มือรถตัวจริง
  • ถ่ายสำเนาหน้าจดทะเบียนรถและหน้าเสียภาษีประจำปี สำเนาเอกสารต้องมี 2 ชุด
    ชุดที่ 1 เตรียมสำหรับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง / ชุดที่ 2 สำหรับศุลกากร
  • ใบขับขี่ไทยแบบสมาร์ทการ์ด แบบใหม่ที่ใช้ได้ทั่วอาเซียน
  • กรณีที่ไม่ได้เป็นเจ้าของรถ (ติดไฟแนนซ์ ผ่อนยังไม่หมด หรือ ยืมรถเพื่อนหรือคนรู้จัก) จะต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากเจ้าของรถ อนุญาตให้เรานำรถออกนอกราชอาณาจักร
  • การขับรถเข้าเวียดนามจะ ต้องติดต่อผ่านตัวแทนบริษัทนำเที่ยวของเวียดนามเท่านั้น!!! ไม่สามารถขับเข้ามาเองหรือติดต่อเดินเรื่องเองได้ เพราะในส่วนของเอกสารทั้งหมดต้องไปติดต่อยื่นเรื่องที่ฮานอยจ้า
  • รถเมืองไทยขับขวาแต่รถในเวียดนามขับซ้าย ดังนั้นถ้าเอารถจากไทยมาขับที่นี่ จะต้องมีรถตัวแทนเวียดนามขับนำตลอด ไม่สามารถขับเองคันเดียวได้ ไม่งั้นจะถูกจับและปรับหนักมาก

ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการข้ามด่าน : เวียดนาม

  • ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 6000 บาท / คัน

Route Map : Thailand – Laos – Vietnam

เราลองทำเส้นทางที่ขับกันในทริปนี้ เริ่มตั้งแต่ขอนแก่น พร้อมปักหมุดสถานที่หลักๆ ที่ได้แวะไว้ อาจจะไม่ได้แวะเยอะมากเพราะข้อจำกัดของสภาพอากาศและเวลา หากเพื่อนๆ จะตามรอยก็เอาไปต่อยอดได้เลยชัวร์ๆ


01 The 1st km – เริ่มต้น Road trip

จริงๆ จุดเริ่มต้นของการโรดทริปครั้งนี้คือจังหวัดขอนแก่น เพราะเราเริ่มเหยียบคันเร่งครั้งแรกกันที่นั่นและขับไปแวะทานข้าวที่ Dose Factory ร้านเด็ดร้านดังของจังหวัดอุดรธานี

หลังจากนั้นก็ขับกันชิวๆ บนถนนที่ราบเรียบตลอดทาง เพื่อข้ามด่านเข้าสู่ นครหลวงเวียงจันท์ – สปป. ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ที่ด่านหนองคายนั่นเอง

แน่นอนว่าถ้าใครมาเวียงจันท์ ก็ต้องมาถ่ายรูปพร้อมชมแลนด์มาร์คของที่นี่ นั่นก็คือ ‘ปะตูไซ’ สร้างเพื่อเป็นเกียรติกับผู้ร่วมรบในการประกาศเอกราชจากประเทศฝรั่งเศส มากไปกว่านั้นคือได้มอบของบริจาคช่วยพี่น้องชาวลาวที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมที่ลาวใต้อีกด้วย


02 ต้อนรับด้วยกับสายฝน จากเวียงจันทน์ – วังเวียง

วันนี้เราขับรถกันประมาณ 150 กม. เพื่อมุ่งหน้าไป วังเวียง ระหว่างทางคือฝนตกตลอด ตกแบบหนักกับปรอยๆ สลับกันวนไป แต่ก็ทำให้ได้เห็นว่า วังเวียงหน้าฝน ไม่ได้หม่นอย่างที่คิด เพราะมันทั้งเขียวและหมอกเยอะมากกกก ซึ่งถ้าใครชอบผจญภัย ลุยๆ หน่อย เราว่าหน้าฝนมันใช่มาก ขับรถบั๊กกี้ตอนฝนตกแถมได้ซีนแอคชันตอนโคลนกระเด็นอีก อย่างเท่ !!


03 ดินถล่มปิดทาง! ระหว่าง วังเวียง – หลวงพระบาง

ทุกวันเราจะมีบรีฟคร่าวๆ เกี่ยวกับเส้นทาง ซึ่งวันนี้ก็ทำเอามือทาบอกช็อคไปพักนึง เพราะแพลนเดิมคือเราจะไปหลวงพระบางด้วยทางที่ขับสบายกว่า แต่กลับพบว่าวันนี้เราไปเส้นนั้นไม่ได้เนื่องจาก ดินสไลด์ปิดทาง!! ทำให้ต้องขับไกลขึ้นและเจอโค้งเยอะขึ้นมากกว่าเดิม

ซึ่งเส้นที่เราเปลี่ยนมาขับแน่นอนว่าคือเส้นที่ผ่าน พูคูน มันพิเศษตรงที่เป็นจุดชมวิวที่สวยมากกกกกก เพราะเราเคยดูรายการของพี่เรย์ แมคโดนัลด์ ที่ขับตุ๊กตุ๊กมาจอดตรงนี้ ทำเอาตื่นเต้นเตรียมกดชัตเตอร์เต็มที่ แต่ที่ไหนได้.. วันนั้นคือหมอกลงจัดแบบเว่อร์วังมากทำเอาได้ วิวขาว 360 องศา แทนวิวภูเขาแบบพาโนรามาซะงั้น!

จากที่หนีแลนด์สไลด์ก็มาเจอกับ ร่องรอยของแลนสไลด์ แทน โชคดีที่เขาเคลียร์ถนนซ่อมทางเสร็จพอดี ไม่งั้นแพลนวันนี้คงต้องเปลี่ยนไปอีกแน่ๆ แต่ก็เอาเถอะ ไม่ว่าทางจะเละ จะพัง จะเป็นหลุมเป็นบ่อแค่ไหน คาราวานวีออสก็เคลื่อนล้อมาถึง หลวงพระบาง เป็นที่เรียบร้อย หายเหนื่อยทันทีเพราะเจอพี่เต้ยยิ้มให้!!!

แอบมาแชร์ เทคนิคถ่ายรูปหน้าฝน ให้สนุกคือ เล่นกับเงาสะท้อน หาแอ่งน้ำใหญ่ๆ แล้วย่อตัวถ่าย ก็จะได้ภาพแบบนี้เลย แนะนำให้ใช้เลนส์ไวด์ในการเก็บภาพ อย่างภาพที่เราถ่ายมาคือเล่นกับเงาสะท้อนของตัวอาคาร

เห็นว่ามีเวลาว่างสัก 2-3 ชั่วโมง (ไม่ใช่งาน Part-time นะ) ก็ขอไปดูอะไรสักหน่อย รีบเหมาตุ๊กตุ๊กเบิ่งไปที่ จุดชมวิวแม่น้ำโขง x แม่น้ำคาน เป็นจุดที่แม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกันพอดีตรงส่วนโค้ง มีคาเฟ่ให้นั่งชิวดูวิวแม่น้ำและสวนสาธารณะเล็กๆ ให้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ

ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดชมวิวจะเจอกับ วัดปากคาน ซึ่งวัดที่นี่จะคล้ายกับวัดที่จังหวัดน่านมาก เพราะสร้างตามแบบศิลปกรรมชนชาติเดียวกันนั่นคือ ชาวลื้อ

ตกค่ำเรามาย่ำ หลวงพระบาง – Night Market จากการลงพื้นที่ได้สืบทราบว่า หลายๆ ร้านจะขายของคล้ายกันมาก แบบเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็เจอของเหมือนร้านที่พึ่งเดินผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นงานทำมือที่ชาวบ้านทำมาขาย แต่สิ่งที่เราอยากให้ลองคือ Coconut Pancake เหมือนกับขนมครกบ้านเรานี่แหละ แต่หอมกว่ามากกกกก

แดดส่องฟ้าเป็นสัญญาณวันใหม่ พวกเราตื่นเช้ากันมาอย่างแจ่มใส! เพื่อ ใส่บาตรข้าวเหนียว การใส่ที่ถูกต้องคือการปั้นเป็นก้อนเล็กๆ แล้วค่อยๆ ใส่พร้อมกับขนมห่อ บรรยากาศในตอนเช้าตรู่ประกอบกับละอองฝนทำให้เราเข้าถึงบรรยากาศได้อย่างงงๆ แต่ที่เราสัมผัสได้มีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือบรรยากาศของธรรมเนียมปฏิบัติของคนที่นี่ และ สองคือการซึมซับของบรรยากาศผ่านไอเย็นของฝนที่ตกลงมา

ถ้าอยากรู้ว่าคนที่นั่นเขาเป็นยังไงให้ไปเดิน ตลาดเช้า เพราะเราจะเจอกับวิถีชีวิตปกติของคนพื้นที่ที่เขาทำกัน เช่น เขากินอะไรกัน เขาขายอะไรกัน เขาคุยอะไรและยังไงกัน เราจะเห็นความเรียลได้ง่าย หากเราได้ไปอยู่ในที่ที่คนท้องถิ่นเขามาเจอะกัน ที่สำคัญการสแนปที่นี่ถือว่าสนุกมาก…. ถ้าไม่มีฝน !!!!


04 Private Resort สุดคูล @ น้ำกั๊ดยอละปา – แขวงอุดมไซ

ถือว่าเป็นที่พักสุดคูล… เพราะอยู่กลางป่า ห่างจากตัวเมืองอุดมไซเข้าไป 10 กว่าโล ตอนได้ยินชื่อที่นี่ครั้งแรกเราถึงกับร้อง “อะไรน่ะ” พร้อมถามกลับไปทันทีถึงการออกเสียงและความหมาย ซึ่ง Nam Kat Yorla Pa – น้ำกั๊ดยอละปา เกิดจากคำสองคำนั่นคือ ‘น้ำกั๊ด’ หมายถึงน้ำเย็น และ ‘ยอลาปา’ ที่หมายถึงการไปเที่ยวป่า เป็นศัพท์ของ ชนเผ่าขมุ (Khamu) ซึ่งเป็นเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ตั้งแต่ก่อนจะมีรีสอร์ท ไม่มีการม็อคอัพขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งช่วงกลางคืนประมาณ 20.00 น. จะมี การแสดงดั้งเดิมของชนเผ่า ที่ดัดแปลงมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การเกี่ยวข้าว ตำข้าว และที่สำคัญคือได้เห็น ลาวกระทบไม้เวอร์ชันออริจินัล


05 สบายดี สปป.ลาว – ซินจ่าว เวียดนาม

เป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้ขับรถบนถนนของ สปป.ลาว บอกได้คำเดียวว่าได้ฟีลการขับบนเมฆอย่างแท้ทรู เพราะเส้นทางอยู่บน เทือกเขาสิบสองปันนา ตลอด วันนี้เราจะขับบนถนนเส้น 2E เพื่อข้าม ด่านชายแดน Pang Hoc ในฝั่งลาวเพื่อเข้าสู่ ประเทศเวียดนาม กันแล้ว

เรื่องเล่าก่อนข้ามด่าน ในทริปนี้คาราวานเราจะเจอกับอุปสรรคบนถนนหนทางกันจนชินไม่ว่าจะ ทางเละ แลนดสไลด์ข้างๆ หินปิดไปครึ่งเลน และอีกมากมาย อย่างในภาพข้างล่างนี่คือรถเกือบผ่านเนินดินตรงกลางไปไม่ได้ แทบทุกคันต้องลงเดิน! เพื่อทำให้รถเบาขึ้น พวกเราว่าตื่นเต้นแล้ว… หากแพนสายตาไปทางขวาสังเกตจากชาวบ้านริมทางนี่คงตื่นเต้นในใจมากกว่าว่าพวกนี้มาทำอะไรกัน (หัวเราะ)

และแล้วก็สมควรแก่เวลาที่จะกล่าวว่า สบายดี สปป.ลาว พวกเรากำลังเคลื่อนล้อผ่านประเทศนี้อย่างช้าๆ เพื่อเข้าสู่ด่าน Tay Trang ประเทศเวียดนาม

หากเราพูด ซินจ่าว ก็เท่ากับเป็นการกล่าวสวัสดีในภาษาเวียดนาม แต่ถ้าเปลี่ยนมาเป็นภาษารถแล้ว เราว่าการทักทายบนถนนของที่นี่คือ การบีบแตร เพราะเราได้รับบรีฟว่ามันเหมือนกับเป็นการทักและเตือนเขาว่ามีรถมาข้างหลัง ฮึฮึ เข้าทาง! สภาพถนนของเวียดนามดีกว่า สปป.ลาว ระดับนึงเลย จึงทำให้ขับสบายกว่านิดหน่อย ทำขับเร็วได้ 90 กม./ชม. แต่พอเข้าเขตชุมชนก็ต้องลดความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. ด้วยเน้อ สังเกตได้จากป้ายข้างทาง

True move H – Travel Sim World

เรามาคอนเฟิร์มว่า True move H – Travel Sim World ใช้ได้ที่เวียดนามแน่นอนและแรงเว่อร์ ตอนอยู่ที่นี่อัพ IG Story ของ Go!Graph ตลอด เน็ตยังเหลือๆ เก็บไว้ใช้กับทริปหน้าต่อได้อีก
*สำหรับ Travel Sim Asia จะใช้กับเวียดนามไม่ได้นะ

 

เมืองที่เราได้มาเที่ยวและพักไปในตัวนั่นคือ เดียนเบียนฟู เมืองที่นับว่ามีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์และการได้เอกราชคืนมาจากประเทศฝรั่งเศสของประเทศเวียดนาม หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ยุทธการเดียนเบียนฟู’ เหตุการณ์ในอดีตที่บันทึกไว้ว่าชาวเวียดนามสามารถขับไล่ประเทศมหาอำนาจได้สำเร็จ

Dien Bien Phu Museum ได้รวบรวมทุกเหตุการณ์ของสงครามครั้งนั้นมาจัดแสดง เราเดินดูไปก็ขนลุกไปบางชิ้นคือเป็นของจริงที่เก็บมาจากสนามรบกันเลยจ้า


06 The Last km – และเราก็มาถึงซาปา!

เผลอแปปเดียว เราก็เข้าช่วงสุดท้ายของการขับรถ และยังเป็นวันที่คาราวานของเราจะเดินทางถึงจุดหมายที่ ซาปา กันแล้ว มากไปกว่านั้นคือจุดนัดพบของพวกเราคือจุดขึ้นกระเช้าไปยอดเขา Fansipan – ฟานซิปัน ซึ่งเรามองว่าถ้ายอดเขามันสามารถพิชิตด้วยการขับรถขึ้นไปได้ ปลายทางครั้งนี้ก็คือยอดเขาที่สูงที่สุดในอินโดจีนครั้งนี้แน่ๆ 

เราเชื่อว่ามีหลายคนที่เคยขับรถมาลุย Road trip ในเส้นทาง ไทย-ลาว-เวียดนาม กันอยู่บ่อยๆ แต่ครั้งนี้คือ ‘การพารถเก๋งเครื่องยนต์ 1500 มาจอดอยู่บนซาปาอย่างเป็นทางการครั้งแรก‘ นอกเหนือจากความดีใจที่พาตัวเองมาได้ นั่นคือความรู้สึกถึง Relationship บางอย่างกับรถอย่างบอกไม่ถูก ก็นะ.. อยู่ด้วยกันมาตั้ง 6 วัน พอไม่ได้ขับแล้วมันหวิวๆ


07 Sapa in the Rain – ซาปาในหน้าฝน

หลังจากภารกิจ Road trip จบไปแล้ว ก็ต้องขอจูนสภาพแข้ง สภาพขากลับเข้าสู่โหมดเดิมด้วยการเดินชมเมืองซาปา สักหน่อย จริงๆ เราเคยมาที่นี่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และครั้งนี้ก็พบว่ามีหลายอย่างเปลี่ยนไปพอสมควร รอบนี้เลยอาสาพาอัพเดทไปในตัวด้วยเลย เริ่มจาก Sapa Lake


The Hill Station Cafe

นี่ไม่ใช่คาเฟ่ใหม่ แต่เป็นคาเฟ่ที่เรามานั่งเมื่อครั้งที่แล้ว เลยขอแวะเข้าไปจิบกาแฟ + ถ่ายภาพสักหน่อย แต่ที่เปลี่ยนไปรอบนี้คือที่ร้าน แจกที่รองแก้ว ฟรี!!! เป็นงานคราฟต์จากทางร้านเลย เราก็ไม่รอช้าหยิบกลับบ้านมาฝากคนอื่นหนึ่งอันสวยๆ


Sun Plaza – สถานีสู่ Fansipan

เห็นครั้งแรกคืองง!! ว่า ตึกสีเหลืองคุมโทน มันคือตึกอะไร เพราะตอนนู้นที่มายังไม่มีเลย สรุปมันคือห้าง + โรงแรม + คาเฟ่ และสุดท้ายคือ สถานีรถไฟที่ปลายทางเป็นสถานี Cable Car ที่นั่งขึ้นยอดเขาฟานซิปันนั่นเอง จากแต่ก่อนที่ต้องนั่งรถอ้อมเพื่อไปขึ้นกระเช้าที่ Fansipan Legend ตอนนี้คือสายตรงขึ้นไปสถานีเลยจ้า ที่สำคัญคือนั่งไม่นานแถมวิวสวยด้วย ค่ารถไฟ+ค่ากระเช้า ราคาปกติประมาณ 920,000 VND

Sunworld Fansipan Legend – Cable Car สู่ยอดเขา

รถไฟจะมาจอดที่สถานีนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเป็น จุดขึ้น Cable Car ไปบนยอดฟานซิปัน รอบๆ ก็จะมีวัดจีน สวนสาธารณะ และร้านของฝากต่างๆ จะแวะเดินก่อนแล้วค่อยขึ้นกระเช้าหรือจะขึ้นกระเช้าก่อนแล้วค่อยลงมาแวะ! ให้ชั่งใจจากจำนวนทัวร์ที่มาลงตอนนั้นแล้วกันเนอะ ฮ่าๆ

ขาไป เราแนะนำว่าให้นั่งหันหน้าขึ้นไปทางยอดเขา เพราะถ้าโชคดีจะได้เห็นยอดฟานซิปัน ส่วน ขากลับ นั่งหันหน้าลงมา จะได้เก็บภาพวิวเมืองซาปาและนาขั้นบันไดแบบอลังการ

Mt. Fansipan in the cloud – พิชิตยอดพร้อมหมอก

ลงจากกระเช้าปั๊ป หมอกหนาปุ๊ป แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการขึ้นไป พิชิตยอด 3,143 เมตร แต่อย่างใด เลือกได้ว่าจะพิสูจน์แข้งขาด้วยการเดินผ่าน บันได 600 ขั้น หรือ จะนั่งรถไฟ (อีกแล้ว)  1 นาที จ่ายเพิ่มประมาณ 100,000 VND ก็ได้เช่นกันจ้า

  • สำหรับสาย Trekking ที่อยากเดินขึ้นมาพิชิตยอด จะต้องจ้างไกด์นำทางพาเดินขึ้นมา เสียประมาณ 2,000 กว่าบาท หาได้ที่ตัวเมืองซาปาเลย ใช้เวลาเดินสั้นสุดคือ 2 วัน 1 คืน

Hop Around : Cat Cat Village

ลงจากกระเช้า เราก็ขอมานั่งพักดูวิวแบบพาโนรามาในร้าน Z Mong Cafe ที่อยู่ก่อนทางเข้าหมู่บ้าน Cat Cat ในส่วนของรสชาติของกาแฟเราขอไม่เมนชัน ฮ่าๆ แต่ถ้าเป็นบรรยากาศเอาคะแนนไปเลยเต็มๆ


Cat Cat Village : Art Gallery

และก็ยังไม่ได้เข้าหมู่บ้านสักที เพราะสายตาดันไปสะดุดกับคำว่า Art Gallery ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม เราจึงแวะเข้าไปดูพร้อมคุยกับเจ้าของผลงานเล็กน้อย คือพี่เขาอินสปายผลงานมาจากฟีลลิ่งตัวเองล้วนๆ ตอนนั้นรู้สึกยังไงก็สาดสีและแปรงพู่กันลงไปอย่างนั้น ใครอยากติดตามผลงานก็เข้าไปที่เพจพี่เขาได้เลยจ้า


Cat Cat Village – เพราะที่นี่ไม่มีแมว!

ถ้าหากคุณอ่านว่า แคท แคท เราคือเพื่อนกัน! อย่าเข้าใจผิดว่าที่นี่คือหมู่บ้านแมวเพราะจริงๆ แล้วมันออกเสียงว่า กั๊ตกั๊ต ซึ่งแต่ก่อนคนจะใช้เรียกรถ 4 Wheels ของชาวฝรั่งเศสที่ขับเข้ามาหาแหล่งพลังงานธรรมชาติแถวๆ นี้ แต่หลังจากนั้น ชาวม้งดำ ก็เข้ามาอาศัยแล้วก็เปลี่ยนที่นี่เป็น สถานที่เที่ยวสุด Local มีทั้งของขาย มีทั้งน้ำตก อยู่ที่นี่ก็เหมือนโดนดูดเวลาและความจำในเมมกล้อง


Driving Experiences with VIOS

Road trip ครั้งนี้เราได้ วีออสมาเป็นเซเบอร์คู่กาย ในการฝ่าฟันอุปสรรคบนถนน! เพราะ เราขับกัน 6 วัน ผ่าน 3 ประเทศ กับระยะทางประมาณ 1,300 กิโล และปังสุดคือ 5,000 กว่าโค้ง (อันนี้เราไม่ได้นับเอง ทีมงานบอกมา ฮา) บอกเลยว่ารถเก๋งคันนี้เอาอยู่ ด้วย เนเจอร์ของการขับรถแบบคาราวาน ทำให้เราทุกคนต้องเกาะติดกันตลอด เพราะถ้ามีรถของชาวบ้านแถวนั้นมาแทรกนั่นคือเพิ่มเปอร์เซ็นการหลงทางกันทันที เราจึงใช้ สกิลการแซง เข้าขบวนให้ไวที่สุดด้วย เกียร์ CVT 7 Speed ตอนแรกก็ไม่ชินนะ แต่พอใช้ๆ ไปคือรู้จังหวะการขับมากขึ้น ทำให้ขับสนุกขึ้นเยอะ อีกอย่างด้วยความที่ทริปนี้ ไต่ทั้งเขา-เข้าทั้งโค้ง เราจึงขอยืมพลัง VSC & TRC มาช่วย บอกได้คำเดียวว่าหนึบทุกโค้ง


สรุปเลยว่า Road trip ครั้งนี้คือชุ่มฉ่ำตลอดการเดินทาง อุปสรรค นู่น นี่ นั่น ก็เป็นตัวปรุงแต่งที่ทำทริปนี้มีสีสันและมีเรื่องกลับมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังได้ยาวขนาดนี้! ถึงแม้โลกนี้จะมีรูทที่น่าขับมากมาย แต่เราว่ารูทใกล้บ้านอย่าง ไทย-ลาว-เวียดนาม คือน่าไปโดนสักครั้ง

ถ้าถามว่า Go!Graph เข็ดกับทริปนี้ไหม ? เราคงตอบกลับไปได้คำเดียวว่า #ไปต่อป่ะล่ะ แล้วเจอกันทริปหน้าจ้า

Facebook Comments