Asia, Hokkaido, Japan, Kanto, Sponsored

[Go!Graph x JREast] ฮอกไกโดโทโฮคุ – EP1 Hakodate

โอฮาโย! แค่ทักทายก็รู้แล้วว่ารีวิวญี่ปุ่นอีกแล้ว!! ช่วงนี้เราเดินทางไปญี่ปุ่นบ่อยมากๆ ไปมาหลายที่น่าดู แต่รีวิวครั้งนี้จะเป็นรีวิวภูมิภาคที่เราเพิ่งจะเคยไปเป็นครั้งแรก และรับรองคนไทยไม่เคยไปและอาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ มันคือภูมิภาค โทโฮคุ (Tohoku) นั้นเอง แถมเราไปช่วงเดือนสิงหา ฤดูร้อน เป็นช่วงที่มีงานเทศกาลเต็มไปหมด

01

เห็นม่ะแค่ชื่อก็คงสงสัยแล้วว่า โทโฮคุ คือตรงไหนของญี่ปุ่นว่ะ มันคือตรงระหว่างฮอกไกโด กับ โตเกียว เป็นส่วนที่เราชอบนั่งรถไฟผ่านไปนั้นแหละ แล้วจะที่ไหนมีอะไรล่ะ ทำไมคนไทยถึงผ่านไปหมด จริงๆ คือเพราะมันโปรโมตน้อยนั้นเอง!! ไม่มีไรเลย คนไทยเลยไม่ค่อยรู้จัก ทั้งๆที่มันเป็นธรรมชาติชั้นยอด แหล่งชมซากุระที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปึ่น แหล่งผลิตพืชผลชั้นเยี่ยม แอปเปิ้ล แหล่งปลูกข้าว ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น และอีกหลายอย่าง รวมทั้งเทศกาลโคมไฟยักษ์ชื่อดังก็อยู่ที่โทโฮคุเนี่ยแหละ ไม่เป็นไร ครั้งนี้เราได้ลองเดินทางไปที่โทโฮคุแล้ว รับรอง ว่าต่อไป โทโฮคุ ต้องเป็นเป้าหมายต่อไปของคนไทยแน่นอน ที่นี้น่าไปมาก มาดูรีวิวกัน


การเดินทาง

โดยเครื่องบินตรงจากไทย จะลงที่โตเกียว หรือ ซัปโปโร ก็ได้ แล้วเดินทางด้วยรถไฟต่อได้ คือที่แนะนำเลือกเดินทางบินลงซัปโปโรไปบินกลับโตเกียว หรือ จะโตเกียวกลับซัปโปโรก็ได้ จะทำให้ไม่เสียเวลาเดินทางเที่ยวในภูมิภาคโทโฮคุ ไม่ต้องย้อนไปย้อนกลับ ด้วยวิธีการเดินทางแบบนี้ เราเลยอยากแนะนำว่าใช้ JR East-South Hokkaido Rail Pass ตัวนี้เลยรับรองคุ้มสุดๆ

JR East-South Hokkaido Rail Pass

เป็น Pass ตัวใหม่ของ JR ใช้เดินทางได้ตั้งแต่ส่วนใต้ของฮอกไกโด ข้ามไปโทโฮคุจนถึงโตเกียวแถมเลยไปถึงนิกโก้ได้อีก คืออยากไปเที่ยวโอตารุ ซัปโปโร แล้วกลับโตเกียว ใช้ Pass ตัวนี้ตัวเดียวพอ

ราคาไม่แพงเลย ราคาอยู่ที่ 26,000 เยนถ้าดูราคานี้ ราคาค่านั่งชินคันเซนจากโตเกียวไปซัปโปโรก็เที่ยวละ 15,000 เยนแล้ว นั่งแค่ 2 เที่ยวก็คุ้มแล้ว คุ้มสุดๆ แต่ใครจะบ้านั่งแบบนั้น จริงคือในข้ามเมืองก็ตก 5000+ แล้วยังไงก็คุ้มอยู่ดี

แถมยังเป็นตั๋วแบบ Flexible คือสามารถเลือกเดินทางวันไหนก็ได้ 6 วัน ใน 14 วัน คือบัตรจะมีอายุ 14 วัน แต่เราจะเลือกเดินทางวันไหนก็ได้ คืออยากจะอยู่เมืองไหนซัก 2 วันติดต่อกัน ไม่ต้องห่วงเสียโอกาสใช้ Pass ไม่เสียวันฟรีๆเลย ถือว่าคุ้มค่ามาก และยืดหยุ่นได้มากกับ Pass ตัวนี้

วิธีใช้ Pass ตัวนี้ก็เหมือนกับ JR Pass ทุกใบเหมือนเดิม คงคุ้นเคยแล้ว พอมาถึงญี่ปุ่นเราก็ไปแลก Pass ตาม JR Service สถานี ใหญ่ๆ ได้แทบทุกเมืองเลย ที่สนามบินก็มี

แล้วก็สามารถใช้จองตั๋วรถไฟรอบที่เราต้องการนั่งได้เลยที่จุดบริการของ JR  เวลาเข้าสถานีรถไฟ เราก็แค่โชว์ Pass ผ่านให้เจ้าหน้าที่ดู เจ้าหน้าที่ก็จะประทับวันว่าเราใช้ไปแล้ว 1 วันนะ ถ้าวันถัดมาที่ใช้เจ้าหน้าที่ก็ปั๊มวันเพิ่มจะมีทั้งหมด 6 ช่องพอดีเท่ากับวันที่พาสสามารถใช้ได้ เราเรียกว่า บัตรเบ่ง คือคนอื่นต้องหยอดตั๋วผ่านช่อง แล้วแค่ยื่นตั๋วโชว์ เจ้าหน้าที่ก็รีบเปิดประตูให้เราแล้วผ่านแล้ว รู้สึกมีสิทธิพิเศษเลย ฮ่าๆ

แค่นี้แหละ ใช้ง่ายมากแถมคุ้มมากกับ JR East-South Hokkaido Rail Pass ใครเที่ยวแถวนี้ซื้อเลยบัตรนี้คุ้ม!

ดูรายละเอียดเพิ่ม http://www.jreasthokkaido.com/e/

จบกับเรื่องเดินทางเราไปเที่ยวกันเลยกับเมืองแรกที่ใช้พาสนี้ไปได้ เราไปเมืองท่าสำคัญที่ฮอกไกโดกัน เมือง ฮาโกดาเตะ นั้นเองใครดูแฟนเดย์ ฉากที่ นุ้ย กับ เด่น กินไอติมนั้นแหละ เมืองนี้เลย!

และก่อนไปญี่ปุ่นต้องพกเงินเยน แต่ดันลืมหาแลกมาจนจะบินอยู่แล้ว ถึงสุวรรณภูมิแล้วเนี่ย แต่ๆ ไม่เป็นไร ที่สุวรรณภุมิมีที่รับแลกเยอะอยู่ แล้วเราขอแนะนำเลยว่ามาแลกที่ Superrich ซิ เรทดีที่สุดในสุวรรณภูมิแน่นอน ที่รับแลกอยู่แถวๆทางเชื่อม Airport Link ตรงข้ามเซเว่นชั้นใต้ดินเลย เห็นสีส้มๆอ่ะ ใช่เลย สะดวกมาก

Superrich1

Hakodate 

ใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟชินคันเชนจากโตเกียว ใช้เวลาประมาณ 4 ชม. หรือ จากซัปโปโรประมาณ 1 ชม.

ครั้งนี้เราเดินทางจากโตเกียวเลย คือเราได้ตั๋วแบบไป – กลับ นาริตะนั้นเอง เลยเลือกที่จะนั่งรถไฟไปไกลสุดก่อนแล้วค่อยๆย้อนลงมาข้างล่างเรื่อยๆ

ถ้าเรานั่งรถไฟไปฮาโกดาเตะ จะได้นั่งกับชินคันเซ็นที่เร็วที่สุดในตอนนี้เลยเจ้าเป็ดเขียว Hayabusa วิ่งเร็วมากกกกกก เท่สุดๆกับขบวนนี้ ใครรักรถไฟต้องนั่งให้ได้นะ

ตอนออกจากโตเกียวจะมีเจ้าเป็ดแดง Shinkansen Komachi ติดตามไปด้วยกันแล้วจะแยกออกช่วงไป    เมืองอากิตะ ส่วนเรานั่ง Hayabusa มุดใต้ทะเลต่อไปฮาโกดาเตะ

ระหว่างเรานั่งรถไฟ มานั่งรถไฟญี่ปุ่นของที่ขาดไม่ได้เลยคือ อากิเบน หรือ ข้าวกล่องรถไฟนั้นเอง Hayabusa เองก็มีข้าวกล่องประจำขบวนด้วย เป็นข้าวกล่องรูปทรงหัวขบวนเก็บสะสมได้ ข้างในเป็นรวมของดีของฮอกไกโด เป็นข้าวหน้าปู โคโรเกะปูสาหร่าย อร่อยใช้ได้เลย

นั่งไม่นานประมาณ 4 ชม.ก็ถึงสถานี Shin-Hakodate แล้ว สถานีใหม่เอี่ยมเลย

มาถึงสถานีก็เจอความน่ารักของคนญี่ปุ่นเลย เครื่องถูพื้นยังเป็นลาย Hayabusa เลย น่ารักมาก ชอบ ฮ่าๆ

ภายในสถานีมีร้านขายของฝากมากมาย และมีร้านเบนโตะแบบใหม่ด้วย คือให้เราเลือกของที่ใช้ในเบนโตะได้ อยากกินหน้าไหนก็เลือกใส่ในกล่องเลยขายเป็นเซตไป ดีเหมือนกัน เลือกแต่หน้าที่ชอบลงในเบนโตะเดียว

แล้วเราก็นั่งต่อจากสถานี Shin-Hakodate อีกประมาณ 30 นาทีเพื่อเข้าไปในตัวเมืองเป็นรถไฟสาย Local เล็กๆน่ารัก อารมณ์ต่างจากที่เรานั่ง Hayabusa เลย

Hakodate

เมืองท่าสำคัญของฮอกไกโด อยู่เกือบใต้สุดของฮอกไกโดเลย เมื่อถึงฮาโกดาเตะทุกคนต้องถ่ายกับสัญลักษณ์หน้าสถานีก่อนเลย ประติมากรรมเหมือนคนทำท่าสะพานโค้งสองคน

การเดินทางในเมือง

มีอยู่อยู่สองทางหลักๆ คือ รถราง กับ รถบัส แต่ถ้าจะไปแค่ที่เที่ยว แค่รถรางอย่างเดียวก็พอ

ราคาอยู่ที่ 210 – 250 เยน ต่อเที่ยว One day pass สำหรับรถราง ผู้ใหญ่ 600 เยน เด็ก 300 เยน ซื้อได้ที่ Information ในสถานี JR ได้เลย ซื้อตั๋วรถรางแค่นี้ก็เดินทางได้ทั่วฮาโกดาเตะแล้ว

รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ http://www.hakodate.travel/en/basic-information/guide-book/img/hakodate-convinience-guidebook.pdf

เก็บกระเป๋า เข้าที่พัก พร้อมก็ออกมาเที่ยวกันเลย ฮาโกดาเตะ!

Asaichi Morning Market

  • รถรางสถานี Hakodate Aki Mae
  • ตลาดอยู่ด้านซ้ายของสถานี JR Hakodate

ตลาดเช้า มาถึงฮาโกดาเตะ ยังไงๆก็ต้องมาให้ได้ ไม่มาก็พลาดมาก เพราะเป็นแหล่งรวมของกินอร่อยๆมากมาย อาหารทะเลสดๆ แถมถูกมากๆอีกด้วย

นอกจากอาหารสดยังมีอาหารสุกที่พร้อมกินแล้ว ราคาถือว่าไม่แพงเลย แถมรับรองว่าหาสดกว่านี้ไม่ได้แล้ว ปูขน ปูทาราบะสดๆ แกะให้แล้วด้วย อุนิแกะพร้อมให้ใช้ช้อนตักเลย หรือจะโฮตาเตะย่างตัวใหญ่ๆ มาเดินที่นี้ก็มีความสุขสุดๆแล้ว

อุนิ เพิ่งแกะ ขูดเองจากฝาเลย

โฮตาเตะ ตัวละ 200 – 300 ใหญ่ สด หวานมากกกกก

นอกจากอาหารทะเล ผักผลไม้สดๆก็มี แถมอร่อยมาก หลายคนคงรู้ว่าเมล่อนอร่อย แต่เราอยากแนะนำข้าวโพดขาวสด ตอนแรกเราก็งงว่ามันกินสดได้หรอก พอลองเท่านั้นแหละ กรอบ หวาน ฉ่ำน้ำ เหมือนกินน้ำนมข้าวโพดเลย คือ อร่อยมากกกกกกกก เจอแล้วต้องลองแล้วจะตกใจกับความอร่อย

โซนตลาดใหม่มีของฝากเยอะแยะเลย

บอกเลยว่าข้าวโพดนี้เด็ดมาก ไม่เคยคิดว่าจะอร่อยขนาดนี้ พูดแล้วก็อยากกินอีก

ต่อมาของดีฮาโกดาเตะ ห้ามพลาดดดดดดดด คือ อิกะ หรือ ปลาหมึก ไง ใครชอบปลาหมึกแบบเรา จะหลงรักเมืองฮาโกดาเตะ เพราะปลาหมึกนี้แหละ คือสด หวาน กรอบ อร่อยมากกกก หาแบบนี้ไม่ได้

ขนาดฝาท่อเมืองยังมีรูปปลาหมึกเลย และก็สัญลักษณ์รูปปลาหมึกในหลายๆที่ในฮาโกดาเตะเลย

ในตลาดจะมีให้ตกหมึกด้วย ตกเสร็จก็เอามาแล่ให้กินสดๆเลย คือยังแอบขยับนิดๆอยู่เลย แต่ก็ต้องยอมรับว่าอร่อยจริงๆ หวานมากกก ไม่มีกลิ่นคาวเลย ค่าตกครั้งละ 1000 เยน ตกจนกว่าจะได้เลย

แล่มาสดๆ เม็ดสียังระยิบๆอยู่เลย ที่เห็นเป็นก้อนน้ำตาลคือตับปลาหมึก รสชาติปลาหมึกเข้มข้นมาก คนญี่ปุ่นบอกว่าเป็นของแกล้มเหล้าดีนักเลย แต่เรายังไม่ได้ลองกับเหล้า เดี๋ยวจะเที่ยวกันไม่ได้พอดี ฮ่าๆ

Kaikoudo

ในตลาดมีร้านอาหารทะเลอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด ถ้าเลือกไม่ถูกเราแนะนำร้าน Kaikoudo เป็นร้านอาหารทะเลสไตล์อิซากายะ ร้านจะอยู่ตรงมุมตลาด หันหน้าออกฝั่งตรงข้ามกับสถานี JR เลย

หน้าร้าน ภายในร้าน จะเห็นบ่อปลาเต็มไปหมด คือเราสั่งอะไร พ่อครัวก็จะจับขึ้นมาทำให้เราสดๆทุกอย่าง

ทุกอย่างสดใหม่มาก ทำกันให้เห็นตรงนั้นเลย อย่างนี้ย่างกันสดๆ

เริ่มต้นชุดซาซิมิรวม สดที่สุด!

ตามตลาดปลา เมนูที่คนมักจะกิน คือพวกด้ง ข้าวหน้าทะเลต่างๆ ที่นี้ก็มีให้เลือกมากมาย

ข้าวหน้าอุนิ ให้มาเต็มชาม ไม่มีเหม็นคาวเลย

มิโซะคานิด้ง ข้าวหน้าคลุกมันปู ชามนี้เด็ดโคด เนื้อปูล้วนๆคลุกกับเนื้อปู ราดโชยุหน่อย อร่อยมาก หิวเลย

ข้าวผัดปู ที่เสริ์ฟมาบนกระดองปูเลย

และแน่นอนซาซิมิปลาหมึก ลองสั่งแบบอิกะโซเมง จะเป็ฯซาซิมิสไลด์เป็นเส้นเล็กๆ เวลากินก็จิ้มกะคอมบุโชยุกับขิง อร่อยจนอยากจะอยู่ที่นี้ตลอดไปเลย

และตบท้ายด้วยเมล่อน จบไปหนึ่งมื้อฟินๆที่ตลอดเช้าฮาโกดาเตะ

Goryukaku Park

  • รถรางสถานี Goryukaku Mae
  • ค่าขึ้นหอคอย 640 เยน

สวนโกริวคาคุ หรือ สวนห้าแฉก เป็นสวนที่จริงๆแล้วคือป้อมปราการ ป้องกันจวนเจ้าเมือง สมัยที่ชาวตะวันตกมาช่วงล่าอาณานิคมนี่เอง คือสร้างมาเพื่อป้องกันข้าศึกบุกโจมตี แต่ตอนนี้ได้เปลี่ยนกลายเป็นสวนสาธารณะไปแล้ว แต่ข้างในยังมีตำหนักเจ้าเมืองที่จำลองขึ้นมาใหม่อยู่ 1 หลัง

ข้างสวนจะมีหอคอยที่สามารถขึ้นไปชมวิวสวนที่จะเป็นรูปดาวกระจายห้าแฉก วิวทั่วเมืองฮาโกดาเตะ จนไปถึงอ่าวฮาโกดาเตะเลย

วิวสวนที่เราจะเห็นเป็นห้าฉากได้ต้องดูบนหอคอยเท่านั้น ที่สวนนี้ถือว่าเป็นแหล่งชมซากุระอันดับต้นๆของญี่ปุ่นเลย คือที่เห็นต้นไม้เขียวในสวนเกือบทั้งหมดนั้น เป็นต้นซากุระหมดเลย ลองคิดภาพตามดูว่าถ้าถึงฤดูซากุระแล้ว ทั้งสวนนี้จะเป็นสีชมพูหมดเลย น้ำรอบสวนก็จะเป็นสีชมพูไปด้วยเพราะเต็มไปด้วยกลับซากุระ ใครนึกภาพไม่ออกก็ไปดูในกูเกิ้ลเอานะ แล้วจะอยากมาแน่นอน

แบบจำลองสมัยที่ยังเป็นป้อมปราการอยู่

บนหอคอยจะมีแบบจำลองเรื่องราวของฮาโกดาเตะสมัยที่กำลังสร้างโกริวคาคุอยู่

คิดดูว่าเมื่อก่อนไม่มีดาวเทียม ไม่มีเฮลิคอปเตอร์ คือไม่มีทางมองเห็นจากด้านบนได้เลย แต่สามารถสร้างป้อมได้เหลี่ยมตรงกันเป๊ะขนาดนี้ ความสามารถคนญี่ปุ่นไม่ธรรมดาเลย

ข้างบนสูงมากกกกกก

Bay Area

  •  รถรางสถานี Jujigal

เป็นย่านโกดัง ท่าเรือเก่า ที่ได้เอามาปรับเปลี่ยนเป็นร้านขายของ จะมีอยู่หลายโซนเลยทีเดียว ดูจากรูป สะพานตรงฉากนี้แหละในแฟนเดย์ ที่นุ้ย กะ เด่น กินไอติมแล้วปาหิมะกัน แต่นี้เราไปหน้าร้อนไง ไม่มีหิมะ..

ใน Bay Area มีหลายโซนมากที่นี้เหมาะมาเดินชิลๆ ถ่ายรูปวิวโกดังอิฐแดง กับ ท่าเรือมาก ถ้ามาถ่ายรูปนี้หมดเวลาไปเยอะแน่ที่นี้ งั้นควรเผื่อเวลาที่นี้เยอะๆเลย

โกดังอิฐแดงอายุ 100 กว่าปี ไม่ว่าตรงไหนก็มีมุมให้ถ่ายรูปเต็มไปหมดเลย

เมื่อก่อนท่าเรือจะเป็นช่องเข้ามาแบบนี้เพื่อให้เรือเข้ามาจองเทียบลงสินค้าได้ เมื่อก่อนไม่มีสะพานข้ามแบบในรูปนะ

ด้านในก็มีร้านขายของกิน ของฝากมากมาย มีอยู่หลายร้อยร้านเลย มีหลายโซน

ร้านนี้เขาบอกว่ากำลังฮิตในหมู่สาวญี่ปุ่นเลย เป็นร้านขายสบู่ที่ทำจากบุก แล้วผสมต่างกัน อย่างผสมชาเขียว ผสมพีช เขาบอกว่าใช้เราผิวจะดีมากๆเลย ใครมาถึงก็มาลองกันได้ เห็นบอกว่ามีขายแค่ฮาโกดาเตะ กับ คามาคุระ เท่านั้นเอง

1 ในร้านดังของฮาโกดาเตะ Snaffle ต้องมาลอง ร้านนี้จะดังเรื่องชีสเค้ก แล้วก็มีขนมอื่นๆด้วย แต่ยังไงมาถึงก็ต้องลองชีสเค้กของที่นี้แหละ มีรสดังก็คือ ชีส กับ ช๊อคโกแลค

ที่ร้านจะบาร์กาแฟให้ซื้อชีสเค้กแบบก้อนเล็กๆด้วย ใครลองกินก็ซื้อตรงนี้ได้เลย มีเสริ์ฟพร้อมกาแฟดำ เข้ากันกับกับชีสเค้กรสนุ่มมาก

มีอีกโซนที่ขายอาหารสด อาหารกระป๋อง ของฝากทั่วฮอกไกโดเลยทีเดียว ชีส นมอย่างงี้มีขายเยอะมาก แล้วก็ยังมีของฝากแปลกๆ เช่น เนื้อหมีกระป๋อง เนื้อแมวน้ำกระป๋อง ใครอยากลองก็มาซื้อได้ที่นี้เลย แต่เราขอผ่าน ไม่กล้าจริง

ต่อมาอีกโซนหนึ่งคือ โซนตึกที่ทำการไปษณีย์เก่า ข้างในก็มีของขายเต็มไปหมด ส่วนมากจะเป็นของทำมือด้วย แล้วก็มีโซนเท็ดดี้มิวเซียม มีร้านขายตุ๊กตา แล้วก็ร้านบริการชุดแต่งตัว

ชั้น 2 มีร้านบริการแต่งตัวเป็นชุดโบราณแบบต่างๆ มีให้เลือกหลายร้อยชุดเลย จะแบบกิโมโน หรือจะแบบฝรั่งก็มี คือใส่แล้วย้อนอดีตไปยุคที่มีการค้าขายของท่าเรือแห่งนี้ คือแต่งจากร้านนี้แล้วเดินไปไหนก็ได้ ถ่ายรูปได้ทั่วฮาโกดาเตะเลย

ชุดทุกตัวทางร้านบอกใช้ของอย่างดี หลายๆตัวราคาถึงแสนเยน จนกิมิโนบางตัวถึงหลักล้านเยนเลยทีเดียว

อุปกรณ์เสริมก็มีให้เลือกเยอะ วิก หมวก ที่ติดผม พร๊อพเยอะมาก

เรทราคาถือว่าไม่แพงเลย แถมชุดที่นี้เขาดัดแปลงให้ใส่แบบสวมได้เลย ไม่ต้องถอดชุดเดิมของเราออก แล้วใช้เวลาแต่งประมาณ 10 นาทีเสร็จ ก็ออกไปถ่ายรูปได้ทันทีเลย

อาจารย์ที่อยู่ที่ร้าน เขาเป็นปรมาจารย์ด้านการแต่งตัว ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี เพราะฝีมืออาจารย์คนนี้เลยสามารถแต่งตัว ทำผม แต่งหน้าให้เสร็จได้ภายใน 10 นาที เก่งมากๆ

ใครอยากลองใส่ชุดญี่ปุ่น ชุดย้อนยุค มาตรงนี้เลย อาจารย์แกรออยู่ตรงนี้แหละ

Motomachi

เป็นย่านที่อยู่เลยขึ้นไปบนเนินเลยจากย่าน Bay Area จะเป็นย่านบ้านโบราณ ยังมีความดั้งเดิม และอนุรักษ์บ้านหลายๆหลังไว้ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงจากของเดิม มีอดีตสถานที่ราชการมากมาย เช่น อดีตสถานกงสุลอังกฤษ ศาลาประชาคม

รอบสถานกงสุลในหน้าร้อนก็จะเต็มไปด้วยดอกไม้ สวนอังกฤษ มีไฮเดนเยียสีน้ำเงินที่เข้ากันกับตัวตึก

ชั้นล่างจะเป็นคาเฟ่ ชาสไตล์อังกฤษ ส่วนชั้นสองจะเป็นพิพิธภัณฑ์

อดีตศาลาประชาคม ที่สมัยก่อนจะใช้ประชุมเรื่องสำคัญต่างๆของฮาโกดาเตะ

ด้านหน้าของศาลาประชมคมก็จะเห็นวิวฮาโกดาเตะแบบนี้เลย

ตามตลอดถนนในโมโตมาจิ ก็จะมีบ้านทรงโบราณแบบผสมทั้งญี่ปุ่น และ ยุโรป หลายหลังยังคงแบบเดิมในอดีตอยู่ บางบ้านด้านในก็เป็นคาเฟ่ ร้านขายของ

อย่าพลาดกับมุมทางลาดที่จะเห็นยาวทะลุจนไปถึงท่าเรือฮาโกดาเตะ มุมนี้ห้ามพลาดเลย

Sabo Kikuizumi

คาเฟ่ขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่น ที่แอบอยู่ในย่านโมโตมาจิ จุดเด่นของร้านคือบรรยากาศร้านที่เป็นบ้านแบบญี่ปุ่นโบราณที่มองออกไปเห็นวิวอ่าวฮาโกดาเตะ ก็จะมีขนมหวานพวกพาร์เฟ่ต์ ขนมญี่ปุ่น ชาเขียว

คาเฟ่น่ารักงี้ แถมขนมก็อร่อย ต้องมาลอง

Paard Musee

  •  นั่งรถไฟจากสถานี Hakodate ลงสถานี Nagareyama Onsen ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.

เป็นฟาร์มม้าที่รวบรวมม้าหลากหลายพันธุ์ไว้เพื่อให้ศึกษา และทดลองใช้ชีวิตแบบคนในฟาร์มที่ต้องอยู่อยู่กับม้า ดูแลม้า ยังไง เพราะฮอกโกโกเป็นภูมิภาคที่เกษตรกรรมกันเยอะ เลยมีความผูกพันกับม้าอย่างมาก และที่นี้ยังมีการอนุรักษ์ม้าสายฮอกไกโดอีกด้วย ยังอยู่หลายตัวเลย

อย่างตัวนี้ตัวใหญ่ม้าเป็นพันธุ์มาจากยุโรป

ที่นี้ยังเพิ่งเปิดได้ไม่นาน ยังคงมีการก่อสร้างอยู่บางส่วน แต่ในหลายส่วนที่ชมม้าก็เข้ามาได้แล้ว แค่ชมเฉยๆ ก็ 500 เยน ถ้าจะทำอย่างก็เพิ่มราคามานิดหน่อยแล้วแต่จะทำอะไร

ตรงนี้เป็นจุดสอนวิธีเลี้ยงม้าขั้นพื้นฐาน ว่าต้องทำยังไงม้าถึงจะคุ้นเคย โดยจะมีเจ้าหน้าที่ กับ ยายอุเมะ เป็นม้าพันธุ์ฮอกไกโดอายุเกือบ 20 ปีแล้ว ก็ถือว่าแก่แล้วสำหรับม้า เพราะเป็นม้าที่อยู่มานานแล้วเลยคุ้นชินกับคน เลยนำคุณยายอุเมะมาช่วยสอนวิธีเลี้ยงม้าขั้นพื้นฐาน ให้อาหาร แปรงขน จูงเดิน และก็ขี่แบบวงกลมใกล้ๆ

ที่นี้ยังมีเนสเซอรี่อีกด้วย เปิดให้เด็กมาลองใช้ชีวิตแบบฟาร์ม เรียนไป แล้วดูแลสัตว์ไปด้วย เห็นแล้วอิจฉาเด็กมากอยู่แบบนี้ทุกวัน

รอบๆฟาร์มก็จะเจอม้าอยู่เต็มไปหมด อยู่ในป่า ในทุ่งหญ้า ในคอก บ้างแล้วแต่เลย ม้าเดินกินหญ้าเล่นไปทั่ว

พี่ใหญ่ของฟาร์มตัวใหญ่มากสูงเกือบ 3 เมตรได้

ในฟาร์มยังมีร้านอาหารด้วย จะดังเรื่องพิซซ่าโดยเชฟที่ทำพิซซ่ามานานเป็นสิบปี โดยใช้ผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นอีกด้วย แล้วก็ยังมีคราฟเบียร์ อาหารแบบคลีนฟู๊ดอีก

คือใครอยากมาทดลองใช้ชีวิตแบบฟาร์มเลี้ยงม้าที่ญี่ปุ่นแบบสั้นก็แนะนำที่นี้เลย อนาคตเขายังขยายให้มีโฮมสเตย์ มีคอกม้าแบบใหญ่ๆ แล้วก็ยังคงขยายออกไปอีก ที่นี้ก็เป็นอีกที่น่าไปที่ฮาโกดาเตะ

Lucky Pierrot

ร้านอาหารดังประจำเมืองฮาโกดาเตะ ถือว่าเป็นร้านประจำเมืองนี้เลยก็ว่าได้ จะมาสาขาอยู่ทั่วฮาโกดาเตะ แถวสถานี หรือ Bay ก็มี

สัญลักษณ์ของร้านจะเป็นตัวตลก บรรยากาศร้านเลยจะแต่งแบบแนวละครสัตว์ คือใส่ทุกอย่างลงไปเต็มไปหมด แต่งแบบเหมือนอยู่ในสวนสนุกเลย มีของเล่น ตุ๊กตา หุ่น ให้เด็กเล่น เลยเป็นร้านที่ครอบครัวมักจะพาเข้าไปกินกัน

เมนูที่นี้มีหลากหลายมาก เมนูดังคือแฮมเบอเกอร์ แต่ก็มีอาหารพวกยากิโซมะ ข้าวหน้าทงคัตซึ ราเมง คือมีแทบทุกอย่าง คือเลยการเป็นร้านอาหารครอบครัว ใครอยากกินอะไรก็กินมีให้หมด

ถ้ามาช่วงกลางวันคนจะต่อคิวยาวเลย

ของเล่นเยอะ เด็กเลยชอบมาร้านนี้

เมนูอันดับ 1 คือแฮมเบอเกอร์ไส้ไก่นัมบัง เป็นแฮมเบอเกอร์ไก่ทอดราดซอสนัมบังสไตล์ญี่ปุน ถือว่าอร่อยใช้ได้เลย มาฮาโกดาเตะ ก็ห้ามพลาดกับร้านนี้ อร่อยและไม่แพง

ข้าวหน้าทงคัตซึก็มี

หรือจะยากิโซบะหน้าไก่นัมบังก็อร่อยนะ

Mount Hakodate Ropeway

  • รถรางสถานี Jujigal
  • ไป – กลับ ผู้ใหญ่ 1280 เยน เด็ก 780 เยน
  • เที่ยวเดียว ผู้ใหญ่ 640 เยน เด็ก 390 เยน

จุดชมวิวเขาฮาโกดาเตะ เดินจากสถานีรถรางไม่นานก็ถึง ต่อคิวซื้อตั๋วแล้วขึ้น ในช่วงตอนเย็นคนจะค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว

ต่อคิวไม่นานก็ได้ขึ้นไปด้านบน

แล้วก็ได้เห็นวิวอ่าวฮาโกดาเตะทั้งสองฝั่ง หมอกเริ่มมาเบาๆ เพราะฝนเริ่มตก

แล้วหมอกก็มาจนได้ แต่ก็ให้บรรยากาศสวยไปอีกแบบหนึ่ง

ข้างบนหอคอยยังมีร้านขายของฝาก กับร้านอาหาร คาเฟ่ ด้วยนะ

La Vista Hotel & Spa Resort

โรงแรมติดกับ Bay Area เลย ถือว่าเป็นหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับการมาพักที่ฮาโกดาเตะนี่เลย

บรรยากาศโรงแรมก็สร้างให้เข้ากับโกดังแดง ให้บรรยากาศย้อนยุคสมัยเป็นท่าเรือที่ยังมีการค้าขายมั้งคั่ง

ในโรงแรมญี่ปุ่นมักจะมีห้องสำหรับคนเดียวอยู่ด้วย เลยเป็นห้องที่เหมาะกำลังดีสำหรับหนึ่งคน

วิวโรงแรมมองเห็นเขาฮาโกดาเตะ

ความเจ๋งคือมีกาแฟดริปในห้องนอน ทั้งบด ทั้งดริปเอง เอาเลยซิ

ความเด็ดของที่นี้คืออาหารเช้า ที่เป็นบุฟเฟ่ต์แบบยกตลาดเช้ามาให้แบบเติมไม่อั้น โหดมากแทบตาย อยากจะอยู่ตรงนี้นานๆเลย

อิคุระแบบเติมไม่อั้น มีที่ไหนล่ะ ก็ต้องฮอกไกโดเท่านั้นแหละ

ของขึ้นชื่อก็มี ปลาหมึกยัดไส้ข้าวเหนียว อร่อยดี

Hakodate Uminokaze

เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ในย่าน Yunokawa Onzen ย่านบ่อน้ำร้อนชื่อดังของฮาโกดาเตะ เป็นโรงแรมที่มีออนเซนในตัว มีอยู่ทั้ง 4 บ่อใหญ่ มีหลายร้อยห้องเลย แล้วก็ยังแบ่งเป็นสองโซนอีก

กลางโรงแรมจะมีสวนญี่ปุ่นอยู่ตรงกลาง

ในส่วนของห้องนอน ห้องนี้เป็นห้องแบบมีออนเซนในตัวถือว่าส่วนตัวมากเลย ห้องใหญ่กว้างขวาง จนแบบตกใจ ไม่เคยมาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วเจอห้องใหญ่ขนาดนี้ รู้สึกทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว

ออนเซนในตัว ไม่ต้องอายใคร ไม่ต้องพยายามเอาผ้าชิ้นน้อยมาปิด ฮ่าๆ แช่ได้อย่างสบายใจ แถมปรับอุณหภูมิได้อีก ร้อนไปก็เติมน้ำเย็นเพิ่มแค่นั้น แล้วก็แช่น้ำสบายใจ

และแล้วก็มาถึงส่วนถึงที่รอคอยของโรงแรมญี่ปุ่น คือส่วนห้องอาหาร ที่นี้มีบุฟเฟ่ต์ทั้งเย็นและเช้า เตรียมของคุณภาพดีไว้มากมาย และเชฟที่พร้อมยืนทำให้สดๆเลย

เลือกได้หมดเลยว่าอยากกินอะไร จิ้มๆหมดทุกอย่าง

หลักจากเลือกเชฟก็เอามาย่างให้ตรงนั้นเลย

ปลาหมึกก็กินไม่เคยเบื่อเลย

โฮตาเตะตัวโตตตตตต ย่างซีอิ๊วมาร้อนๆเลย

นี่ก็เป็นอีกโรงแรมที่ฮาโกดาเตะ เป็นย่านที่พักในโซนออนเซน เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีในการมาพัก

Hakodate Hanabi Festival

ถ้ามาญี่ปุ่นช่วงหน้าร้อน สิ่งที่ต้องนึกถึงเลยคือ เทศกาลดอกไม้ไฟ จะมีจัดในทุกๆเมือง ที่ฮาโกดาเตะก็เช่นกัน จะจัดในโซนอ่าวฮาโกดาเตะ มีพลุพุ่งออกมากลางทะเล การแสดงพลุจะแสดงพร้อมเปิดเพลงประกอบเป็นชุดๆ ทั้งหมด 10 ชุดกันเลยทีเดียว ในแต่ละชุดก็จะมีพิธีกรอธิบายว่า ชุดนี้จะสื่อถึงอะไร เช่น ฤดูร้อน ฤดูหนาว ความรัก หรือจะเป็นชุดที่โชว์ความสามารถของคนจุดพลุเอง บอกเลยว่าอลังการงานสร้าง เป็นเพลงเข้ากับจังหวะกลางจุดพลุ รู้สึกได้ถึงสิ่งที่เขาจะสื่อเลย อยากให้ทุกคนได้มาเห็นกับตา

งานแสดงการจุดพลุฮาโกดาเตะ จะจัดช่วงประมาณต้นสิงหาของทุกปี สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ที่ http://www.hakodate.travel/en/

เป็นการชมพลุ ที่ประทับใจมากครั้งหนึ่งเลย

ลูกเล่นของการจุดพลุของญี่ปุ่นไม่ธรรมดา มีการเล่นซ้อนกันหลายชั้นจะเป็นรูปดอกไม้แบบนี้

ในงานเทศกาลฤดูร้อนก็ต้องมียาไต หรือ ร้านแผงลอย อยู่เต็มไปทั่วบริเวณงาน แล้วก็มีคนญี่ปุ่นแต่งชุดยูกาตะ เดินเต็มไปหมด น่ารักเนอะ ไม่ก็มาเป็นกลุ่ม หรือ จะมาเป็นคู่ๆ เป็นอีกช่วงที่น่าเยือนประเทศนี้จริงๆ

แล้วก็จบไปกับเมืองแรกฮาโกดาเตะ สำหรับการใช้ JR East-South Hokkaido Rail Pass ตัวนี้บอกเลยว่าคุ้มมาก นี้แค่เมืองแรกเท่านั้น แถมเราเสียการใช้พาสไปแค่วันเดียวเท่านั้น เราอยู่ฮาโกดาเตะมา 2 วันแล้ว ยังเหลือโอกาสใช้พาสอีกตั้ง 5 วันแหน่ะ

ครั้งนี้รีวิวยาวนานมาก ต่อมาเราจะลงไปที่ภูมิภาคโทโฮคุ กันซักที แล้วรอชมรีวิวตอนต่อไปนะ