Europe, Size S, Switzerland

Switzerland 101 – Quick Guide

Switzerland 101 – มหากาพย์สวิส สำหรับผู้เริ่มต้น 65,000 บาท

สวัสดีค่ะ สวิสเซอร์แลนด์ดินแดนในฝัน และตอนนี้ราคาไม่ต้องฝันแล้ว ไปได้ง่ายขึ้น ดังนั้นรีวิวนี้ ไม่เน้นบรรยายให้มากความแต่รายละเอียดจัดเต็ม เรามาจัดภูเขาหิมะ ภาพงาม และข้อมูลปึ้ก ให้ทุกท่านดีกว่า เก็บกระเป๋าตามกันมาค่ะ

รีวิวนี้เหมาะกับใคร

  1. เหมาะกับคนอยากจะไปสวิสมากๆ
  2. เหมาะกับคนอ่านเล่น แต่ดูรูปแล้วตาร้อน
  3. เหมาะกับคนที่กำลังจะเตรียมตัวไป แล้วไม่รู้จะอ่านจากที่ไหน อันนี้ทีเดียวจบ ลอกเลย
  4. เหมาะกับคนที่เที่ยวคนเดียว คือ ทริปนี้ไปคนเดียว โรแมนติกมาก ปลอดภัย และสบายใจ

สารบัญ

0. เตรียมตัวก่อนไป

  • จองตั๋วเครื่องบิน / ที่พัก
  • วีซ่า
  • เงินทอง
  • เล่นเน็ต Pocket Wifi
  • แต่งตัว
  • วิถีกินอยู่อย่างประหยัด
  • ที่พัก
  • แผนการเดินทาง
  • Swiss Pass
  • ค่าใช้จ่ายทั้งหมด

  1. Geneva

  2. Zermatt – Matterhorn
  3. Glacier Express
  4. Zurich
  5. Luzern
  6. Engelberg – Titlis
  7. Interlaken
  8. Jungfraujoch
  9. Schilthorn

00. เตรียมตัวก่อนไป

เรื่องหลักๆ ที่ควรรู้คือ

  • สวิสเซอร์แลนด์ ประเทศเล็กมาก สามารถพักจากจุดเดียวได้ แล้วนั่งรถไฟวนเอาก็ได้
  • สวิสเซอร์แลนด์ ค่าครองชีพแพงมากกกก อยากกินถูก กินในซูเปอร์มาร์เกต
  • สวิสเซอร์แลนด์ อากาศดี ภูเขาสวยมาก ซึ่งควรค่าไปก่อนตายจริงๆ
  • สวิสเซอร์แลนด์ ส่วนใหญ่จะเจอนักท่องเที่ยว (ทัวร์ไทยจีนเยอะมาก) ดังนั้นทำใจจ้า
  • ทุกอย่างเดินทางสบาย มีรถไฟ กระเช้าขึ้นยอดเขาหมด (ที่ดังๆ) ดังนั้นยังไม่มีตังค์ตอนนี้ เก็บตังค์ตอนแก่ก็มาได้
  • ระบบรถไฟคือโคตรดี มาตรฐานยุโรป

จองตั๋วเครื่องบิน / ที่พัก

สายการบินไปสวิสมีเยอะมาก เมืองหลักๆ ที่บินลงคือ Geneva และ Zurich ของเราจองกับสายการบิน Ukraine Airlines เราจองก่อน 1 ปีก่อนไป (พวกเว็บเพื่อนบอกโปร อาแปะ) ในราคา 17,000 บาท Full Service ไปกลับ แต่ต่อเครื่องที่ Kiev เมืองหลวงยูเครนสัก 3 ชม.

ภาพรวมสายการบินเราโอเคนะ มีของกินพร้อม พนักงานใจดี แล้วก็ชอบสุดคือชุดเครื่องนอน มีเซ็ทที่อุดหู ปิดตา ถุงเท้ามาให้ ก็เก็บเอาไปใช้ทริปอื่นๆ ได้ ที่นั่งไม่มีจอทีวีของตัวเอง (แต่ส่วนใหญ่ก็นอนหลับกับกินและอ่านหนังสือ จบ)

*ภาพนี่คือวิวจากเครื่องบิน ถ่ายจาก iphone


วีซ่า

เมื่อไปยุโรป ยังไงก็ต้องทำวีซ่า วีซ่าที่ทำคือ เชงเก้น

  • สมัครขอวีซ่าเชงเก้น ไม่ยาก ขอให้เอกสารพร้อม ไปที่ >> https://goo.gl/nVrJAK
  • วิธีการต่างๆ How to ทุกสิ่ง (ของฝรั่งเศส แต่ใช้ที่เดียวกับสวิส) ไปที่ >> https://goo.gl/t1RKnD

*สำหรับเรา วีซ่าขอไม่ยากมาก ถ้าเอกสารครบ แต่เรื่องที่ควรระวังคือ

  • เวลาในการออกเอกสาร กว่าจะได้พวก Statement ธนาคารมา จากนั้นค่อยไปยื่นที่ศูนย์
  • รูปถ่าย ควรถ่ายให้ออกมาหน้าใหญ่มากที่สุด เท่าที่จะใหญ่ได้ เพราะถ้ารูปไม่ผ่าน ถ่ายใหม่ 4 รูป 150 บาท (ไม่มีตังค์ทอน) คิวยาวมาก
  • อย่าลืมว่า ระหว่างยื่นพาสพอร์ต ทุกอย่างไป เราห้ามออกนอกประเทศ (เรามีประเด็นคือ ยื่นวันศุกร์ วันจันทร์ไปฮ่องกง คือลืม สรุปเลื่อนตั๋วฮ่องกงแทน โดนชาร์ตไปอีก)


เงินทอง

สวิสเซอร์แลนด์ มีหน่วยเงินคือ CHF (ฟรังก์) – 1 CHF ประมาณ 36 บาท หรือถ้ามีเงินยูโร (EUR) เอาไปเผื่อด้วย แต่เรตก็จะไม่เหมือนกัน

13833382_10154483294339388_1501989872_o


เล่นเน็ต

เรามีปัญหาคืออยากเล่นเน็ต และที่เคยไปยุโรปคือการไปซื้อซิมการ์ดเอาดาบหน้า 20 EUR แต่พวกซิมพอเปิดสัญญาณแล้วจะกินแบต รอบนี้เราเลยลอง Pocket Wifi

เราใช้ของ Global Wifi เจ้าเดียวกับ BS Mobile และ Samurai Wifi ที่ฮิตที่ญี่ปุ่นนี่แหละ ราคาโอเคสุด และง่ายตรงที่ไปรับเครื่องที่สุวรรณภูมิได้เลย สะดวกดี แบรนด์นี้ดีตรงที่เป็น Pocket Wifi ทั่วโลก คือดีงามมาก ข้างในกระเป๋าเขาก็จะให้ เครื่องปล่อยสัญญาณ (ให้เปิดเมื่อถึงสวิสแล้ว ถ้าแวะเปลี่ยนเครื่อง ห้ามเปิด) พวกที่ชาร์ต ปลั๊กหัวแปลง (คือถ้าลืมเอามาก็ใช้ของเค้าได้)

สรุปเลยว่า :: เน็ตสัญญาณแรงฟินๆ แต่ต้องคอยชาร์ตแบตทุกวัน ถ้าตอนไหนไม่เล่นก็ปิดได้ จะได้ไม่เปลือง แต่รวมๆ เราโอเคมาก ถ้าไม่มีจะเครียดเลย 555

ดังนั้นสรุปแล้วใครไปยุโรป แนะนำค่ะ สามารถไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://globalwifi-thai.com หรือ https://www.facebook.com/Globalwifi.thai/


แต่งตัว

อากาศที่ไปเจอคือ หนาวมาก (เราไปช่วงสงกรานต์) อากาศข้างล่างก็ประมาณ 10 กว่าองศา ก็พอโอเค พอขึ้นไปบนเขา อากาศโหดสุดคือ -3 องศา ดังนั้นควรเตรียมตัวมาให้พร้อม แต่ขอร้องอย่าสีๆ ชาวจีนมาก (ตัวบวมๆ เสื้อสีๆ) แบบถ่ายรูปออกมาแล้วไม่เท่

  • เสื้อโค้ท – ต้องมีนะคะ (เราก็ซื้อแบบใน IG อะ เอาสวยไว้ก่อนของเกาหลี กันหนาวอยู่)
  • สเวตเตอร์ – อันนี้ช่วยมาก ถ้าด้านในมีขนๆ อีก ดีงาม Zara
  • เสื้อหนาว Wool – อิผ้านี้คือช่วยหนักมาก อบอุ่นจริงๆ -3 ชั้นก็ทนไหว Uniqlo ก็ได้
  • Heattech – ก็เอามาด้วย ช่วยได้อยู่ ควรยัดเสื้อเข้ากางเกง กางเกงก็ใส่ยีนส์ทับไป
  • ถุงเท้า ถุงมือ – ใช้ Heattech กับถุงเท้าตลาดนัด โอเคเลย ถุงมือต้องทัชสกรีนได้ด้วย
  • ผ้าพันคอ – ควรเอาไปมากๆ ก็ Heattech ไป
  • หมวกไหมพรม – ดีตรงใช้ปิดหู เอาแบบไหนก็ได้
  • ยีนส์ – เราก็ใช้ Lee โอเคเลย เดินสบาย ขายของไปสิ
  • กระเป๋า – คือดีงามนะ ใช้ Hershal สะดวกดี ดีตรงแบบมีช่องลอดหูฟังออกมาได้ เหมาะมากที่ไปคนเดียว แล้วก็จะขึ้นเขาอะไรก็เอาใบนี้ไป ส่วนใบใหญ่ Millet สารพัดประโยชน์ ใช้มาหลายทริปละ

#งานขายของทั้งสิ้น


วิถีกินอยู่อย่างประหยัด

สวิสเนี่ย ขึ้นชื่อเลยว่า แพง ทำให้ทุกคนหวาดกลัว ชั้นจะต้องเก็บเงินให้เป็นแสนค่อยไป แต่ถ้าไม่สนใจเรื่องการกินภัตตาคาร เข้าร้านแพงๆ นอนโรงแรม 5 ดาว เราว่าราคาแบบเราไปได้ และนี่คือสิ่งที่เม้ากับเพื่อนเกาหลีว่า ทำไงเราจะกินได้ถูกสุด

COOP / MIGROS !! คือซูเปอร์มาร์เก็ต ที่มีสาขาเยอะมาก แทบทั่วประเทศ แบรนด์พวกนี้มีแบรนด์ลูกแตกออกไปเยอะมาก ตั้งแต่ COOP Restaurant อะไรเทือกนั้น ซึ่งสิ่งที่ประหยัดคือ หาของกินใน COOP

  • ราคาปกติของร้านอาหาร = 30 CHF ขึ้นไป (ประมาณ 1,000 / มื้อ)
  • แมคโดนัลด์ =  5-10 CHF เบอร์เกอร์ชิ้นเล็กไม่สะใจ
  • ไก่ย่าง COOP ครึ่งตัว = 3 CHF แถมนมสดสวิสอีกกล่อง = 1 CHF
  • น้ำเปล่าฟรี น้ำก๊อกเค้ากินได้ อร่อยด้วย น้ำแร่ไปอีก

นอกนั้นก็ได้เวลากินขำๆ ช็อคโกแลต นม ขนม ไอติม สบายใจ อยากกินไรก็กิน ถ้าเบื่อก็เอามาม่าเอาโจ๊กจากไทยไป แก้เลี่ยน ซึ่งดีมาก และ ไอติม Hagendaz ที่นี่คืออร่อยมาก ถ้วยเล็ก 3.5 CHF ต้องจัดรส Swiss made อันนี้ก็รวมภาพอาหารยาจกกันไป


ที่พัก

นอกจากเรื่องกินเราจะประหยัดแล้ว ที่นอนสวิสนอนโรงแรมไปก็แพงสุด เราโอเคกับการนอน Hostel มาก เพราะได้พบผู้คนบ้าง เม้ามอยกะเพื่อนเตียงข้างๆ บ้าง คือแก้เบื่อดี ซึ่งโฮสเทลก็ถูกสุดแล้วหล่ะ

Youth Hostel ของที่นู่นคือดีงามมาก อาหารบุฟเฟต์เต็มที่สุด ที่พักสะอาด ห้องน้ำดี หน้าตาตึกดูมีดีไซน์และใช้ระบบเดียวกันทั่วประเทศ (ขนาดผ้าปูที่นอนยังลายเดียวกัน) ซึ่งดีงาม เราชอบมาก แถมบางสาขาแจกบัตรนั่งรถฟรี เที่ยวทั่วเมืองได้ฟรีด้วย ดีจริงๆ

รายชื่อที่พักทั้งหมด (เผื่อลอก)

  • 1.Youth Hostel Zermatt – คืนละ 45 CHF *โอเคมาก ถูก แต่เดินไกลจากเมืองมาก แบกกระเป๋าเหนื่อย
  • 2. Youth Hostel Zurich – คืนละ 38.5 CHF *โอเคมาก แต่ไกลจากซูริคพอตัว นั่งบัสเข้ามา คนไทยเยอะดี
  • 3. Hostel Lion Lodge Luzern – คืนละ 34 CHF *ที่นี่ไม่โอเค ข้อดีคือใกล้สิงโตเมืองลูเซิร์น แต่พนักงานไม่ไหว
  • 4. Youth Hostel Interlaken – คืนละ 43.3 CHF *โอเคมาก ใกล้มาก ตึกสวย คือทุกอย่างดี ชนะเลิศ
  • 5. Geneva Hostel – คืนละ 34.35 CHF *ที่นี่ไม่โอเค เสียงดัง ห้องน้ำไม่สะอาด

ดังนั้นคร่าวๆ เราตีไปเลย ค่าที่พักต่ำสุดประมาณ 35 CHF – 1,300 / คน / คืน


Swiss Pass & CFF/ SBB/ SFF

Swiss Pass

คือบัตรเบ่งในสวิส เอาไว้นั่งรถไฟได้ตามใจ เอาไว้เป็นส่วนลดค่าขึ้นเขาต่างๆ จนไปถึงนั่งเรือ นั่งรถบัสในเมือง คือซื้อเหอะคุ้มจริงๆ ถ้าไม่ใช้ซื้อแบบถูกสุดก็คุ้มอยู่ดี (ด้วยความงก วิเคราะห์มาแล้ว)

ถ้านั่งรถไฟเฉยๆ อาจไม่คุ้ม แต่คุ้มตรงส่วนลดขึ้นเขานี่แหละ ราคามันโหดสัสจริงๆ ความเลวร้ายของการเดินทางคนเดียวคือ Swiss Pass จะไม่มีส่วนลด (ถ้าเดินทาง 2 คนขึ้นเขาจะลดให้)

Swiss Pass มีหลายแบบมาก หลักๆคือ

  1. แบบเดินทางทีเดียวรวดๆ ต้องใช้ติดกันให้หมด
  2. Flexi แบบที่เลือกวันได้ว่าจะเดินทางวันไหน ภายใน 1 เดือน

ทั้งทริป เราซื้อ Swiss Flexi 3 Days Second Class = 239 CHF ก็เลือกวันไปว่าวันไหนเราจะเปิด

  • ต่อให้เราซื้อ Swiss Pass อะไรก็แล้วแต่ สามารถเอาไปเป็นส่วนลด พวกค่าขึ้นกระเช้าได้มากมาย
  • วิธีการซื้อ สามารถไปซื้อได้ที่นู่นเลย (ถูกกว่า) ซื้อได้ที่สถานีรถไฟทุกแห่ง
  • ทุกขบวนรถไฟจะมีพนักงานมาตรวจตั๋วเสมอ ดังนั้นห้ามโกงเด็ดขาด !!

อ่านข้อมูลการใช้ได้มากมาย ไปที่ >> http://goo.gl/pfNzYu


CFF / SBB / FFS

คือสถานีรถไฟนั่นแหละ แต่สวิสนางคือใช้หลายภาษา (ตามที่ติดชายแดนประเทศไหน)

  • SBB ย่อมาจาก Die Schwei Zerishe Bundes-Bahnen ในภาษาเยอรมัน
  • CFF ย่อมาจาก Chemins de Fer Federaux ในภาษาฝรั่งเศส
  • FFS ย่อมาจาก Ferrovie Federali Svizzere ในภาษาอิตาลี

ดังนั้นเห็นแล้วก็ไม่ต้องตกใจ อันเดียวกัน โลโก้สวย ยิ่งถ้าเห็นสำนักงานนะ มาทุกภาษา งงเลย 55

ด้านใน SBB (เราเลือกอันนี้ละกัน คุ้นสุด) ก็จะมีร้านค้า ร้านอาหาร ซูเปอร์ ต่อรถบัส รถราง รถไฟ มากมาย ที่สำคัญมีตู้ล็อคเกอร์ เหมาะกับคนกระเป๋าหนักๆ อย่างเราสุด


วิธีการใช้ตู้ล็อคเกอร์ใน SBB

  • 1. หาจุดตั้งตู้ให้เจอ ส่วนใหญ่เป็นรูปกระเป๋า ไม่ก็เหรียญ
  • 2. เลือกขนาดตู้ให้ตรงกับกระเป๋าเราที่จะยัดลงไป มันจะมีตู้ 2 แบบ  1) ใช้เหรียญเท่านั้น (และมักจะมีเครื่องแลกเหรียญให้ตรงนั้นเลย) 2) ใช้บัตรเครดิต
  • 3. เลือกตู้ที่ชอบ เปิดออกมา ยัดของ จากนั้นปิด หยอดเหรียญ ล็อค ดึงกุญแจ จบ
  • 4. ถ้าแบบใช้การ์ด ก็ทำเหมือนกัน แต่ต้องไปกดล็อคตรงหน้าจอกลางเอา (ไม่ไกลจากตู้หรอก) แล้วก็รูดการ์ด พิมพ์รหัสเปิด ได้กระดาษมีบาร์โค้ดออกมา จบ (ห้ามทิ้งอิกระดาษนี้นะ!!)
  • 5. เมื่อจะมาเปิด แบบเหรียญจะมีกุญแจให้ ก็ไข จบ ส่วนแบบการ์ด สแกนบาร์โค้ดในนั้น จะให้พิมพ์รหัส 4 หลัก ตู้เปิด จบ

การนั่งรถไฟ / เช็ครอบ

รถไฟสวิสคือมีหลายแบบมาก ชั้นเดียว สองชั้น ด่วน ด่วนสุด รถไฟชมวิว คืออ่านแล้วจะงงมาก (แนะนำให้ไปหาไกด์บุคมาอ่านเพราะพิมพ์ไปจะยาว) หลักๆ คือเช็ครอบ และ นั่งยังไง พอจบ


เช็ครอบ

เช็ครอบรถไฟได้ที่สถานี หรือผ่าน Application ชื่อ SBB Mobile ดาวน์โหลดมาสิ สีแดง ซึ่งมันจะบอกหมดเลย สมมติเรานั่งบนรถไฟแล้ว ก็จะบอกว่า ตอนนี้รถไฟอยู่เมืองไหนละ ใกล้ถึงยัง แต่ถ้าไม่มีเน็ตก็เช็คไม่ได้นะแต่ถ้าไม่มีเน็ต ให้โหลด Application ชื่อ Rail Planner สีเขียว อันนี้เป็นแบบ Offline ไม่มีเนตก็ดูรอบได้ สบาย

ภาพจาก blog.sbb.ch, www.st-christophers.co.uk


นั่งยังไง

รถไฟมีหลายประเภท อิพวกที่นั่งจาก A ไป B ไม่ยาก ก็ไปถึงสถานี เช็ครอบ มันจะบอกชานชาลา ก็ขึ้นตามนั้น

** แต่ดูให้ดีด้วยว่าเป็นตู้ชั้น 1 หรือ 2 นั่งผิดเสียค่าปรับไปอีก


รถไฟชมวิว / การจอง

ขบวนดังๆอย่าง Glacier Express นู่นนี่พวกนี้ ต้องทำการจองก่อนนะจ๊ะ (และมีค่าจอง แล้วแต่ขบวน เราเจอไป 13 CHF) ก็จองได้ที่สถานีรถไฟทุกแห่ง เอารอบไปบอกเค้า เอา Pass ให้เค้าดูว่าเราจะใช้วันนั้นนะ ว่าไปซึ่งจองเสร็จจะได้ตั๋วหน้าตาแบบนี้มา จะระบุที่นั่งให้แล้ว ก็นั่งตามที่จองไว้ (เพราะทุกคนคือจองไว้หมด ห้ามมั่ว) รถไฟขบวนอื่นๆ ที่ชมวิว หายากๆ ก็ต้องจองไว้ก่อนเป็นดี ส่วนพวกวิ่งระหว่างเมือง นั่งๆไปเหอะ

ซื้อตั๋วรถไฟจากตู้

อันนี้ถ้ารอบไหนไม่ได้ใช้พาส ก็ต้องไปซื้อแยกนะ ถ้าดูในเว็บ บางทีราคาจะถูกกว่าครึ่งหนึ่ง (ซึ่งอันนี้เป็นราคาสำหรับเยาวชน อายุต่ำกว่า 25) ตู้ซื้อตั๋วก็เยอะมาก มีเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษได้ ก็กดต้นทาง ปลายทาง จ่ายเงิน ตั๋วก็จะออกมา ตามภาพ


แผนการเดินทาง

จัดไปลอกกันทีเดียว ของเราเน้นขึ้นเขา ย้ายเมืองบ่อยอาจจะเหนื่อย เราขอแนะนำอีกแบบคือ เลือกสักเมืองเพื่อนอน จากนั้นซื้อ Pass หนักๆ นั่งรถไฟวนไปมาเอา เพราะถ้าวันไหนอากาศไม่ดีจะได้เปลี่ยนแผนได้ (ขึ้นเขาไปแพง มองไม่เห็นอะไรก็ไม่คุ้ม)

ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 65,000 บาท

  1. เครื่องบิน 17,000
  2. กิน 10,000
  3. เดินทาง (รถไฟ ขึ้นเขา กระเช้า) 23,000
  4. ที่พัก 8,700
  5. เอกสารวีซ่า 4,400 (รวมค่าถ่ายรูปเพิ่มด้วย)

ทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนงบได้ตามสไตล์ของตัวเอง อย่ายึดติดมากจ้า ข้อมูลละเอียดยิบ พร้อมไปเหอะ ออกเดินทาง


01 Geneva

ตอนแรกเรามาเมืองนี้ก่อน (เพราะเครื่องลง) ก็มีเวลาเดินเล่นสักครึ่งวัน จะเดินโซนเมืองด้านใน สถานีรถไฟ หรือออกนอกเมืองก็ได้ เอารวมๆ เมืองนี้ไม่ค่อยมีอะไร นอกจากไปดูน้ำพุ (ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่ได้ไป)

1.1 CFF: Gare de Genève Cornavin / SBB: Geneva Cornavin station

คือสถานีรถไฟหลักประจำ เจนีวา (Geneva หรือ Genève ก็ได้) ถ้ามาจากสนามบินก็นั่งมาลงอันนี้ ด้านในก็มีร้านขายของมากมาย ไปจนถึงท่ารถราง มีให้เลือกนั่งหลายสายมาก และจะนั่งรถไฟไปยังเมืองอื่นๆ ก็เริ่มจากที่นี่ได้

1.1.2 การนั่งรถรางใน Geneva

ส่วนใหญ่ในเจนีวาจะเดินทางด้วยรถราง วิธีการง่ายๆ คือทุกป้าย จะมีตู้ให้ซื้อตั๋ว (สีส้ม) ก็กดตั๋วตามชื่อสถานีที่เราจะไป จบ แต่ถ้ามี Swiss Pass (ที่วันนั้นเปิด) ก็ไม่ต้องเสียตังค์ ขึ้นรถรางก็ไม่มีอะไร จะลงก็กดปุ่ม แต่เค้าก็จอดทุกป้ายอยู่ละ สะดวก ปลอดภัย (แต่แพงมาก)


1.2 Cern

คือ องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป เป็นองค์กรที่ดูแลเรื่องพวกอนุภาคนิวเคลียร์ พูดง่ายๆคือซับซ้อนฟิสิกส์หนักมาก และเนิร์ดสุด เหมาะสำหรับเด็กมาทัศนศึกษาอย่างเรา ด้านในเข้าฟรี เป็น Exhibition Microsm ที่แบบจัดไม่ค่อยดีนัก เราว่าถ้าอยากอินจริงๆ ต้องทำเรื่องเข้าไปศึกษาข้างในมากกว่า อันนี้ไม่ค่อยมีไร

*สิ่งที่น่าสนใจคือตรงข้าม Cern ที่เป็นโดมไม้ คือ Globe Sciece Museum ไปถึงดันปิด จบ.

  • วิธีการไป Cern จาก Geneve Cornavin : นั่งรถรางสาย 18 ใช้เวลา 24 นาที
  • ค่าเข้า Microsm นิทรรศการ : ฟรี
  • อ่านข้อมูลเพิ่มไปที่ http://home.cern/


1.3 Patek Philippe Museum

คือ มิวเซียมของแบรนด์นาฬิกาชื่อดัง กำเนิดที่เมืองนี้ เอาจริงตอนเราไปมันปิด! ไปอีกรอบ ก็ปิด! (เชี้ย)

แต่สิ่งที่ชอบคือ ย่านแถวนั้น มีลาน สวนสนุก ดาร์กดีๆ มาเดินเล่นได้

  • วิธีการไป Patek Museum จาก Geneve Cornavin : นั่งรถรางสาย 1 ใช้เวลา 8 นาที
  • ค่าเข้า ฟรี
  • อ่านข้อมูลเพิ่มไปที่ http://www.patekmuseum.com/

1.4 Geneva Hostel

รีวิวทีเดียว เอาที่พักด้วย จะได้จบๆ เราพักที่นี่ (ราคาอยู่ข้างบน) รวมๆ ไม่ชอบ ด้านในสวยนะโมเดิร์น พอขึ้นชั้นบนคนละแบบเลย ดูค่ายกักกันไปหน่อย ห้องน้ำน่ากลัว ไม่โอเคมาก อาหารก็งั้นๆ ดังนั้นไม่คุ้มที่มานอน แต่ข้อดีคือเดินทางสะดวกอยู่ แต่ก็นะ ถูกสุด 55


02 Zermatt

จาก Geneva วันเดียวกัน เรานั่งรถไฟมา Zermatt ต่อ ใช้เวลาประมาณ 3 ชม. (ดีนะที่หน้านี้มืดช้า) กว่าจะถึง Zermatt ก็ 2 ทุ่มจ้า ระหว่างทางจาก Geneva – Zermatt ก็สวยงามตามท้องเรื่อง ภูเขาตื่นตาตื่นใจ (ซึ่งไม่รู้อะไรเล้ยว่าจะเจอสวยกว่านี้ มิน่าคนสวิสเค้าแบบเฉยๆ กินขนมปังชิวๆเลย)

เมืองนี้คือมายากนะ เหมือนเมืองกลางหุบเขา เมืองสกี ยอมใจสวยมากกกกก ฟินหนักมาก ใครที่อยากเห็นยอดเขา Matterhorn ก็ต้องมานะ  เอาจริงเมืองนี้เป็นเมืองที่อยากกลับมาอีก ชอบจริงๆ


2.1 Gornergrat Bahn

กิจกรรมหลักๆ ของนักท่องเที่ยวอย่างเรา ก็ไม่มีอะไรนอกจาก ชื่นชมธรรมชาติ (เราก็คงไม่แอดวานซ์ขนาดไปเล่นสกีอ่านะ) อันนี้คือกิจกรรมแรก นั่งรถไฟไปชม Matterhorn อ่านรีวิวชาวบ้าน เค้าบอกให้มารถไฟเที่ยวแรกเลย 8 โมง เราก็มา สรุปไม่มีคนมาเลย ซึ่งดีมาก ทั้งรถไฟคือเป็นของเราจ้า

รถไฟ (Bahn) จะผ่านสถานีต่างๆ จนไปถึงปลายทางคือ Gornergrat ซึ่งความดีงามอยู่ที่แต่ละสถานีและปลายทางนี่แหละ จัดมาทีละจุดเลย

Gornergrat

บนสุด แนะนำว่าขาขึ้นอยากจะแวะแต่ละสถานีก่อนก็ได้ แล้วเดินขึ้นเอา หรือจะไปสุดท้าย แล้วแวะลงทีละจุดก็ได้ ซื้อบัตรแล้ว มันขึ้นๆลงๆ ได้ทุกจุด (ในรีวิวบอกให้เดินขึ้น ของเราหิมะหนามาก เดินไม่ไหว)

ภาพคือแบบ.. ไม่รู้จะอธิบายยังไง.. ข้างบนก็เป็นจุดชมวิว ตอนแรกแบบไหน Matterhorn โอ้โห เจอฟ้าเปิดเข้าไปที เก็ทเลยลูกไหน เท่สุด ก็ไม่มีไร มีร้านอาหาร ไฮโซ

Rotenboden

อีกสถานีต่อจาก Gornergrat ลงมา คือคนบอกว่าให้มาดูทะเลสาบนะ พอไปถึงหิมะเยอะมาก ทะเลสาบคงไม่มี แต่วิวคืออลังไปอีก ทั้งเขาทั้งสถานี ตอนนั้นชั้นเหมือนอยู่คนเดียว ฟินหนักมาก และหนาวมาก

Riffleberg

อันนี้อีกจุดที่เราแวะ เนื่องจากตอนเช้าไม่มีคน ไปคนเดียว เดินเร็วมาก เวลาเหลือก็แวะมันที่อยากลง ตรงนี้อลังการไปอีก คือเป็นทางเดินลงไป เห็น Matterhorn ชัดมาก

  • สรุปเลยว่า ควรมามากๆ รถไฟเส้นนี้ แบบยอมใจจริงๆ
  • รายละเอียด
  • ค่าขึ้น : ราคาปกติ 86 CHF * ถ้ามี Swiss Pass ลดเหลือ 43 CHF
  • ซื้อบัตรขึ้นไปแล้ว จะแวะเข้าออกสถานีไหนก็ได้หมด (อยู่ให้คุ้ม)
  • วิธีการไป : สถานีทางขึ้นอยู่ใกล้กับ Zermatt Train Station เลย ฝั่งตรงข้ามสีเหลืองๆ

2.2 Glacier Paradise / Klein Matterhorn

นอกจากรถไฟขึ้นไป Gornergrat แล้ว อีกจุดที่ยอดฮิตๆคือ กระเช้าขึ้นไปยอดเขา ยาวมากนั่งจนแบบเออคุ้มอะ ซึ่งเราว่าเมื่อเช้านั่งรถไฟพีคแล้ว อิขึ้นกระเช้านี้พีคกว่า ได้วิวอีกแบบ (ซึ่งคนละจุดกับ Gornergrat นะ)

เราเริ่มต้นทางที่สถานี Furi (จุดนี้เดินจากในเมือง Zermatt ไปได้) > Trockener Steg (จุดเปลี่ยนกระเช้า)

> Glacier Paradise

ก็ง่ายๆ นั่งไปจนสุดทาง อยากจะแวะก็ได้ แล้วก็กลับมาต่อกระเช้าต่อไปจนสุด ระหว่างทางนั่งกระเช้า คือยาวมากกกกกก เห็นภูเขาชัดเจน หิมะปกคลุมชัดมาก ไม่รู้จะถ่ายรูปมาหมดยังไง ถ่ายแล้วถ่ายอีก ก็จะเห็นคนเล่นสกีมากมาย (อยากมาเล่นบ้าง)

ในที่สุดก็มาถึงด้านบน หนาวเหน็บ -1องศา จ้า เราก็เดินๆ เล่น หาฮีตเตอร์บ้างตามร้านอาหาร และ Matterhorn อลังการอีกมุมหนึ่ง

Glacier Palace ถ้ำน้ำแข็ง *เสียค่าเข้าเพิ่ม 8 CHF

ก็เป็นถ้ำน้ำแข็ง เพดานเกล็ดน้ำแข็ง หนาวๆ ด้านในก็มีแกะสลักน้ำแข็งเหมือนงานแต่ง สวยดี ก็ไม่มีอะไร ตอนนั้นคือหนาวมาก ทนดูหนังหน้าพร้อมถ้ำน้ำแข็งไปก่อนนะ

  • รายละเอียด
  • ค่าขึ้น : ราคาปกติ 50 CHF + 8 CHF (ค่าเข้า Glacier Palace)
  • วิธีการไป : เดินออกนอกเมือง Zermatt ไป ตามป้าย Glacier Paradise ไปเรื่อยๆ จะเจอที่ขึ้นกระเช้า เดินได้


2.3 Zermatt Town

เราสามารถขึ้นรถไฟ และ กระเช้า หมดละ ภายในวันเดียว ก็ชิวๆ เวลาที่เหลือเดินเล่นในเมือง

เมือง Zermatt ก็เหมาะกับช็อปปิ้ง มีร้านนาฬิกา แบรนด์เนมมากมาย คนไทยก็ชอบๆกัน ร้านอาหาร โฮสเทลก็มี คนไทยเยอะมาก ก็เดินเพลินๆ เขียนโปสการ์ด แวะกินข้าว นั่งกินขนมในสวน เดินชมเมืองไปมา เราโอเคนะ ชิวและสนุกดี


2.4 Zermatt Youth Hostel

เรานอนโฮสเทลนี้ เดินไกลจากเมืองหน่อย (ไกลจริง ขึ้นบันไดด้วย ขึ้นเขาด้วย เหนื่อยนะ) แต่ภาพรวมโฮสเทลดีนะ ห้องน้ำสะอาด ที่นอน พนักงานใจดี เหมาะกับมาเล่นสกีชิวๆ


สรุป : Zermatt บ้านเกิด Matterhorn ดีมาก เหมาะกับมาพักตากอากาศสุด และเป็นเมืองปลายทางของ Glacier Express สายรถไฟชมวิวที่ดังสุดในสวิสด้วย


3. Glacier Express

จาก Zermatt เราเริ่มนั่งรถไฟสาย Glacier Express ได้เลย วันนึงจะมีรอบเดียวเองนะ (เท่าที่ดูมา) คือรอบ 8.52 เช้า รถไฟเส้นนี้เป็นรถไฟเส้นชมวิวที่ดังระดับโลก ข้อดีคือกระจกใหญ่มากๆ และวิวที่ทางรถไฟผ่านนี่อลังการสุดๆ ที่ชื่อ Glacier เพราะเมื่อก่อนตัดผ่านน้ำแข็ง ตอนนี้ไม่ละ แต่วิวยังสวยอยู่ดี

แน่นอนว่า Swiss Pass ใช้ได้จ้า แต่ต้องมีค่าจอง 13 CHF สามารถจองได้จากสถานีรถไฟทั่วไป

เส้นทางนี้วิ่งตั้งแต่ Zermatt – St.Moritz ซึ่งวิ่งใช้เวลาทั้งวัน แต่จุดหมายต่อไปเราคือเมือง Zurich ดังนั้นเราจะวิ่งแค่วิ่ง Zermatt – Chur (คูร์) จากนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นรถไฟธรรมดาเข้า Zurich ละ

มาดูบรรยากาศภายในรถไฟกัน ชีวิตดีสุดๆ นั่งไปยาวๆ จนถึง Chur และ Zurich เลย


4. Zürich

เมืองที่ดูเมืองสุดแล้วในสวิส และเป็นเมืองที่แสนมีดีไซน์ให้สมกับประเทศนี้หน่อย เราเอาของไปเก็บที่พักก่อน จากนั้นก็ได้เวลาออกมาเดินเล่นในเมือง จัดไป

4.1 Freitag Flagship Store

คือไม่ได้อยากมาซูริคเพราะทะเลสาบ เมืองเก่าช็อปปิ้ง หรืออะไรทั้งนั้น แต่อยากมาเห็นตู้คอนเทนเนอร์สาขาหลัก ที่สาวกคงร้องกรี๊ด 55

Freitag (ภาษาเยอรมันมาจากคำว่า Friday จริงๆเป็นนามสกุลของผู้ก่อตั้งแบรนด์) เป็นแบรนด์กระเป๋า เสื้อผ้า สัญชาติสวิสที่ดังระดับโลก เพิ่งมาเปิดสาขาในไทย จุดเด่นคือ ใช้ผ้าใบรีไซเคิลมาทำ เมื่อเป็นของรีไซเคิลแล้ว นอกจากรักษ์โลก กันน้ำ แล้วแต่ละใบยังไม่เหมือนกัน เท่ากับคุณซื้อคุณจะมีใบเดียวบนโลก ความพีคไม่ใช่แค่ใบเดียว แต่เหล่าฮิปสเตอร์ เด็กดีไซน์ชอบใช้กัน ที่สำคัญแพงมากกกก กระเป๋าตังค์ใบเดียวเป็นหมื่นนะครัช ระดับแบรนด์เนมนะครัช

เอาเหอะ สาขาหลักเขาก็เป็นตู้คอนเทนเนอร์ตั้งๆ ด้านในก็มีขายของ ตั้งแต่กระเป๋าทรงต่างๆ เสื้อผ้า (เพิ่งออกโปรดักส์นี้มา) กระเป๋าแบบมีผ้าบุด้านใน หูฟัง บลาๆ ส่วนด้านบนก็มีให้ขึ้นไปชมเมืองซูริคได้ (แต่สูงมาก ไม่ขึ้น)


4.2 West Zurich – Design Zone

จากโซน Freitag ถ้ายังไม่สะใจในเรื่องดีไซน์ เราแนะนำเดินเท้ามาเรื่อยๆ เลยจ้า จะมาถึง

– 25 Hours Hotel

โรงแรม น่ารักมีดีไซน์ (แต่ราคาก็แพงกระฉูด) ด้านนอกก็มีโปสการ์ดให้เก็บ มาแวะได้


– Toni Areal & Museum für Gestaltung

อันนี้เราเจอโดยบังเอิญ (เห็นว่าตึกสวย) ละคือแบ่บ อยากเดินเข้าไปเอง สรุปมันคือ มหาลัยสอนดีไซน์ ซึ่งงามงดมาก ตึกเอย ด้านใน เอกสารแจกนักเรียน เราก็ไปเก็บกระดาษทั้งหมดมา คือสวยมาก แต่หนัก แต่แบบฮืออออสวย ฟินหนัก

ส่วน Museum für Gestaltung คือ Museum of Design แต่เดิมจะอยู่แถวสถานีรถไฟ แต่ตอนนี้ซ่อมอยู่ ก็เลยย้ายมาอยู่ในนี้แทนเล็กน้อย แน่นอนว่าสวยมากกกก ขอที่ระลึกที่ขายในช็อปคือแบบ น้ำตาไหล หาเรื่องเสียตังค์ตลอด

อีกหนึ่งความฟินของนักออกแบบคือ รู้หมือไร่ว่า ฟอนต์ชื่อ Helvetica ที่ดังๆระดับโลกเนี่ย ก่อกำเนิดที่ประเทศนี้ ระดับไหน ก็ชื่อเต็มของประเทศสวิสคือ Confoederatio Helvetica เรียกว่าฟอนต์ประจำชาติเลย

ดังนั้นแปลว่า คนชาตินี้นี้มีพื้นฐาน Typeface กันได้อย่างดี แค่ดูอิโปสเตอร์โฆษณา กากแค่ไหนฟอนต์ก็ยังสวย อิจฉา คือไม่เข้าใจ


4.3 Zürich City Zone

นอกจากความสวยงาม ซูริคก็มีแหล่งช็อปให้เดิน ก็คือมีทุกแบรนด์ ตั้งแต่ถนนย่านสถานีรถไฟ ยันเมืองเก่า โบสถ์ดังๆ อย่าง Grossmünster ก็อยู่แถวนั้น ถนนสายช็อปปิ้ง Niederdorfstasse มีหมด มาเดินเล่นได้


4.4 Lake Zürich

อันนี้เราชอบ เดินจากโซนโบสถ์มาเรื่อยๆ จะเจอทะเลสาบ วิวดีมาก ยิ่งได้กินแอปเปิลฟรีจากโฮสเทล คือดีงาม ชิวๆดี โซนแนะนำคือ รอบๆทะเลสาบ โฮสเทลแนะนำว่าให้ไป Bürkliplatz ริมน้ำ ก็เป็นลาน ดูหงษ์ ดูน้ำ ดูเรือไป ชอบนะ


4.5 Youth Hostel Zurich

โฮสเทลที่พัก ไกลจากเมืองหน่อย นั่งรถเมล์ ไม่ก็รถไฟมา เดินทางไม่ค่อยสะดวกนัก แต่ว่าข้างในใหญ่ สะอาด แถมนอนห้องเดียวกับคนไทยอีก (ครูไทย 2 คน เม้ามอยไปสิคะ) รวมๆ ประทับใจนะ


สรุปเลยว่า ซูริค อยากกลับมาอีก ชอบมาก ชอบงานดีไซน์ ชอบบรรยากาศของเมือง มันแบบเจริญ เมืองนอกดี บางมุมก็ให้ฟีลเยอรมัน ดูสงครามดี อีกเรื่องที่ชอบคือ ตึกรามบ้านช่อง คือทาสีกันนะ แต่คู่สีแบบเลือกมาแล้ว ดีงามมาก มองยังไงก็สวย


5. Luzern

เรานั่งรถไฟจากซูริคมา Zürich – Luzern 25 CHF (ถ้าเช็คในเว็บจะ 12.5 อย่าเชื่อนะ ราคาตกใจเลย)

ลูเซิร์นเป็นอีกเมืองที่สวยงาม บรรยากาศดี โชคดีมากที่ตอนไปอากาศดี ท้องฟ้าสวยงาม เมืองนี้เราใช้เวลาจริงๆ ครึ่งวันก็โอเคนะคะ ไปเที่ยวกันดีกว่า

5.1 Lake Luzern

จากสถานีรถไฟ เดินออกมา ก็จะเจอทะเลสาบเลย บรรยากาศดีเหมือนเดิมตรงนั้น แบบฟ้าใส หงษ์เป็นหงษ์ ทุกคนคือออกมาข้างนอก ร่าเริง (ถ้าฝนตกคงเศร้ามาก) แนะนำให้เดินรอบๆ ทะเลสาบ จะเห็นน้ำตัดกับภูเขาริกิ ไกลๆก็พิลารุส เราก็ไม่รู้หรอกว่าลูกไหนคืออะไร แต่สวยดี รวมๆ งามๆ


5.2 Chapel Bridge (Kapell Brücke)

สัญลักษณ์ของลูเซิร์นก็คือสะพานไม้อันนี้ โรแมนติกดี ก็เหมาะมาเดินข้าม ถ่ายรูปสวยๆ ไม่มีอะไรมาก ดูเป็นจุดแลนมาร์คสุดๆ มาข้ามาถึงลูเซิร์นแล้วนะ คือก็ไม่ได้ไปยาก แถมสวยดี


5.3 Spreuerbrücke

คนส่วนใหญ่ก็ไปแต่สะพานไม้ Chapel แต่เดินถัดมาอีกหน่อยก็จะเจออีกสะพานนึง คือ Spreuerbrücke เราว่าอันนี้ก็คลาสสิคดี แบบให้ฟีลสะพานไม้ไม่นักท่องเที่ยวดี เอาจริงมาเดินรอบๆ เมือง ไม่ต้องนั่งรถอะไรเลย สบายมากๆ


5.4 ป้อมของเมือง Männliturm

จากสะพานไม้ เราก็เดินเลาะมาเรื่อยๆ เค้าบอกให้ขึ้นไปบนป้อมเพื่อจะได้เห็นเมืองลูเซิร์นทั้งเมือง ระหว่างทางไปป้อมนี่แบบ ไม่มีคนเลย (แอบเห็นคนไทย 1 คนแต่ก็ไม่ได้ทักกัน สุดท้ายไปรู้จักกันที่ Interlaken 55)

จากในเมืองก็เดินตามทางขึ้นมา ดูแผนที่เอา ก็ขึ้นมาบนป้อมสำเร็จ วิวเมืองลูเซิร์น ท่ามกลางภูเขา


5.5 Lion Monument

เข้ามาถึงโซนที่เราไม่ค่อยปลื้มในลูเซิร์นนัก คือเมืองชั้นใน ก็เดินชิวๆ ได้ ทุกอย่างใกล้กันดี อย่างยอดฮิตคือ รูปปั้นสิงโตร้องไห้ (ที่คิดในใจว่าใครจะมาดู) สรุปทัวร์อินเดียมาดูเยอะมาก และสิงโตดูใหญ่กว่าที่คิด ท่ามกลางน้ำตะไคร่ด้านล่าง ให้ฟีลแบบแฮรี่พอตเตอร์ภาคงูอะ หลอนๆ หน่อย

*ข้างๆ สิงโตก็มี Glacier Museum ที่เสียค่าเข้า ชะโงกเข้าไปแลดูง่อยมาก ก็เลยไม่เข้า เปลือง


5.6 Hostel Lion Lodge Luzern

เป็นโฮสเทลที่เราพัก คือนอนได้นะ แต่ไม่ชอบบริการมากๆ กว่าจะเช็คอินได้ เช็คเอาท์ตอนเช้าก็ไม่มีคนอีก (เลวร้ายสุดคือเราจะออกตอนเช้า ไม่มีใครรอรับกุญแจ แถมมัดจำเงินไว้ 20 CHF อีก ด้วยความงกก็ต้องรอให้เค้ามา จะออกไปเดินเล่นหนาวๆ ออกมาแล้วประตูล็อคออโต้อีก กลายเป็นเราต้องทนหนาวข้างนอก เศร้ามากวันนั้น)

สรุป : ลูเซิร์นเมืองสวย อย่าไปพักโฮสเทลนั้นก็พอ ถ้าอากาศดี ท้องฟ้าเปิดเหมาะแก่การมามาก แต่ไม่ต้องค้างคืนก็ได้นะ


6. Engelberg – Titlis

จากลูเซิร์น เรานั่งรถไฟรอบเช้าสุดมาลงเมือง Engelberg (ใกล้ๆลูเซิร์น)

เมืองนี้เป็นเมืองขึ้นกระเช้าสู่ยอดเขา Titlis เอาจริงประเด็นคือไม่ได้อยากมาดูยอดเขาหรอก แต่ที่นี่จุดพีคมันคือ มี Titlis Cliff Walk ทางเดินระหว่างภูเขา ที่ดูในรูปแล้วแบบ น่าหวาดเสียวมากกก กับกระเช้าห้อยขา ดูกิจกรรมเยอะดี และอยู่ในระหว่างทาง ก็เลยมา


6.1 Engelberg

นั่งรถไฟมาถึงเมืองต้นทาง (จาก Luzern – Engelberg ราคา 17.8 CHF)

เมืองนี้เราก็ฝากของในตู้ล็อคเกอร์ไว้ เป็นแบบหยอดเหรียญ 8 CHF จากนั้นก็นั่งรถบัสฟรีไปยังที่ขึ้นกระเช้า ไม่ต้องเป็นห่วง รถบัสกะเวลาพอดีกับรถไฟมากๆ ก็ขึ้นตามกลุ่มคนเค้าไปเลยจ้า

ตัวเมืองเองก็เล็กๆ ไม่มีอะไรมาก ขากลับเราเดินกลับเอา ก็เดินได้ เป็นเมืองตากอากาศ


6.2 Titlis & 360 Cable Car

เราก็มาถึงสถานีขึ้นกระเช้า จัดการซื้อตั๋วก่อน แล้วก็นั่งกระเช้าไปเรื่อยๆ ก็ตามสเต็ปจะลงตรงไหนก็ได้ ก็จะมีคนท้องถิ่นมาเล่นสกี สโนว์บอร์ดกันด้วย เราก็หนาวๆ กันไป

ขึ้นจนถึงจุดเปลี่ยนที่เป็นกระเช้า 360 องศา ก็ไม่น่าตื่นเต้นหรอก หมุนๆได้ จนไปถึงยอดสุดก็ตามสเต็ปมีร้านขายของมากมาย ถ้ำน้ำแข็ง และข้างบนนี้อากาศหนาวววมาก หิมะตก ทำลายสถิติคือ -3 องศาจ้า

  • ค่าขึ้นไปบนยอดสุด 44.50 CHF (ราคาเต็ม 89 CHF ใช้ Swiss Pass ลดได้ 50%)
  • * ราคานี้รวม Glacier Cave และเดินบน Cliff Walk แล้ว (พวกนี้ฟรี)
  • ค่าขึ้น Ice Flyer 12 CHF (ไปซื้อข้างบนเอา ไม่มีส่วนลด)

6.3 Ice Flyer

จากยอดสุด มันจะมีทางให้เดิน ตามป้ายไป ด้านนอกจะมี Ice Flyer และ Cliff Walk ตอนนั้นคือหนาวแสส หนาวแบบ ขอร้องพอเหอะหิมะตกไปอีก แต่ก็เดินไป คนจีนก็ตื่นเต้นกับหิมะกันมาก แต่ยอมนะ เพราะหิมะนิ่มมาก ชิมมาแล้วอร่อยดี

เดินมาจนถึง Ice Flyer คือกระเช้าห้อยขา แบบเอาไว้นั่งสวยๆ ไปกลับ (ขึ้นจากตรงนี้ มันก็จะวน กลับมาลงที่เดิมอยู่ดี ไม่ได้ลงเขาไปแต่อย่างใด) ไม่ค่อยมีคนเล่นเลย เราก็เล่นกับลุงมาเลไป เม้ามอยกันบนนั้น หนาวก็หนาว

  • **ข้อควรระวัง เมื่อมือถือ ไอโฟนเจออากาศหนาวมากๆๆๆ -3 เป็นต้น แบตจะลดฮวบมาก แล้วตายในที่สุด แนะนำให้เอาพาวเวอร์แบงค์ชาร์ตเข้าไปตลอดเวลา
  • ค่าขึ้น Ice Flyer 12 CHF (ไปซื้อข้างบนเอา ไม่มีส่วนลด)

6.4 Titlis Cliff Walk

เส้นทางพิสูจน์ความกล้า คือหนาวด้วย สูงด้วย น่ากลัวนะ แล้วแบบสภาพอากาศดูไม่พร้อมเหมือนเคเบิลจะขาดได้ แต่ก็เดินไป หนาวสุด ถ้าอากาศดีจะได้เจอแบบนี้.. แต่สิ่งที่หนูเจอ.. แบบนี้

สรุปนะ โซนนี้ขึ้นมาสวยดี ถ้าฟ้าเปิดมากๆ ควรมาเพราะเราว่าน่าจะสวย แต่ตอนนั้นคือหนาวมาก หนาวจนแบบ ขอร้องอยากลง


7. Interlaken

เมืองนี้ที่แบบทุกคนดูต้องมา เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นขึ้นยอดจุงเฟรา แต่เราขอเล่าแยกเป็นเมืองก่อนนะ สั้นๆ

  • จาก Engelberg – Interlaken นั่งรถไฟได้ 25 CHF

7.1 Interlaken Town (West & East)

เมือง Interlaken แบ่งออกเป็น West และ East (อีกชื่อคือ Ost) แต่ละโซนมีข้อดีต่างกันไป

  • Ost – ใกล้สถานีรถไฟ นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนรถไปมา จะไปไหนต้องผ่านสถานีนี้ เมืองเงียบๆ สงบๆ
  • West – ต้องนั่งเลยไป มีสถานีรถไฟเหมือนกัน ตัวเมืองเจริญมากกกก มีร้านค้า ร้านอาหาร ช็อปปิ้ง มากมาย

เราพักย่าน East ซึ่งก็โอเคเพราะมี COOP และใกล้สถานีรถไฟมาก ใกล้แบบเดินออกมาแล้วเจอที่พักเลย


7.2 Interlaken Youth Hostel

ที่พักอันนี้ยกให้ชนะเลิศ ดีไซน์โอเค ดูประตูทางเข้าห้อง ห้องก็แบบนอนรวมๆ แต่ห้องน้ำสะอาดถือว่าโอเค

แถมใกล้สถานีรถไฟมากๆ ดีงาม ที่สำคัญแถม Interlaken 1 day Pass ให้อีก (ตามจำนวนวันที่เราเข้าพัก) ซึ่งสามารถนั่งรถบัสได้ฟรี บัสไปถึงทะเลสาบ Brienz ก็มีนะจ๊ะ


8.Jungfraujoch

จาก Interlaken ตรงนี้ซับซ้อนคือเราอ่านมาทุกรีวิวแล้วแบบงงมาก สรุปว่ายังไงนะ แน่นอนว่าที่นี่ทีเดียวจบ

แถมด้วยแผนที่ให้ อันนี้แหละ เข้าใจง่ายสุดละ (เข้าใจกว่านี้ก็ไปขอแผนที่หน้างานเค้า ที่ทุกคนโชว์กันในเน็ต คือดูหน้างานจะเข้าใจนะอันนั้น แต่อ่านรีวิวแล้วดูไม่เข้าใจหรอกแผนที่นั้นอะ)

วิธีง่ายและโง่ๆ สุดคือ

  • 1. ขึ้นรถไฟปกติจากสถานี Interlaken Ost ไป Lauterbrunnen (ประมาณ 20 กว่านาที) *Swiss Pass ใช้ได้ และ Interlaken Pass ใช้ได้ครึ่งทางเท่านั้น! [Hostel ในเมืองนี้จะแจก Pass ให้เราเดินทาง]
  • 2.  จาก Lauterbrunnen – Jungfraujoch ได้เลย แต่ต้องต่อและแวะเที่ยวหลายป้ายหน่อย จริงๆ ไม่ยาก ตามชาวบ้านไป ผ่าน Wengen, Kleine Scheidegg อะไรเทือกนี้
  • 3. ขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดก็คือ จุงเฟรา Jungfrau แล้วจ้า

ตอนนี้เป็นช่วงที่เรารู้สึกว่า เสียเงินแพงมากกับการขึ้นมาแล้วคุ้มแล้วคือ ยอดเขาจุงเฟราเนี่ย สมัยก่อนเดินทางขึ้นไปยากมาก โอกาสน้อยคนนักจะได้เห็นความสวยงาม เค้าก็เลยคิดว่า เฮ้ยเราควรจะให้คนเห็นง่ายขึ้น ก็เลยสร้างทางรถไฟเจาะทะลุเขาขึ้นไป ซึ่งใช้แรงงานคนสมัยนั้น ความพีคคือ ทะลุภูเขาเป็นอุโมงค์เลยกับสมัยนั้น พอได้ดูคลิปวิดีโอบนรถไฟแล้วรู้สึกว่า โอเคอะ คุ้มแล้วกับราคาที่ขึ้นมา

ระหว่างทางก็จะมีแวะจอด 10-15 นาที เพื่อให้ดูวิว แต่ของเราตอนนั้นหมอกจัดมาก มองไม่เห็นอะไร ก็ลงไปหนาวเย็นเล่นๆ

[เส้นทางที่พูดถึงคือตั้งแต่ Kleine Scheidegg – Eigerwand – Eismeer – Jungfraujoch]


ป้ายสุดท้ายคือ Jungfraujoch ในที่สุดเราก็มาถึง ที่นี่ก็คล้ายกับยอดเขาที่จะมีโซนให้พักผ่อน กินข้าว ช็อปปิ้ง ยอดหอคอย ชมวิว เริ่มกันที่ถ้ำน้ำแข็งก่อน จากที่เข้ามาหลายที่ ที่นี่สวย ขาวใส สุดนะ ดูได้รับการดูแลดีที่สุด

ต่อมาหอคอย Sphinx ที่ทุกคนมาถ่ายรูปกัน เรามาถึง หิมะตกจ้า สวยมาก มองไม่เห็นอะไรเลย จุงเฟรากรู..

เนื่องจากทำใจแล้วว่ามองไม่เห็นอะไรแน่นอน ซึ่งก็นะเอาเหอะ ฟินกับการขุดเจาะทะลุเขาแล้ว ก็เลยช็อปปิ้ง เดินเล่น เพื่อลงไปยังสถานที่ต่อไปดีกว่า ขอกลับก็ไม่ยากกลับเข้าสเต็ปเดิม

** คือถ้าใครจะแวะเที่ยวลงสถานีต่างๆ ก็ได้นะ แต่เราไม่มีเวลา ก็เลยข้ามๆ เพื่อไป Schilthorn

  • สรุปเลยนะ ไปจุงเฟราให้ได้ ตาม Step
  • 1. Interlaken  > Lauterbrunnen รถไฟปกติ
  • 2. Lauterbrunnen > Kleine Scheidegg (หรือ Kl. Scheidegg)
  • 3. Kleine Scheidegg (หรือ Kl. Scheidegg) > Jungfraujoch
  • ** Lauterbrunnen เป็นเหมือน Hub ใหญ่ๆ ชุมทางที่จะเปลี่ยนไปยังเขาลูกอื่นๆ พอรู้ทางแล้วก็ไม่ยากเลย
  • ** นอกจากนี้ยังมีเส้นทางที่คนไทยยอดนิยมอีกคือ Grindelwald (จุดส้ม), Wengen, Mürren อันนี้ก็แยกออกไปจาก Lauterbrunnen นี่แหละจ้า

ทีนี้มาดูแผนที่กันบ้าง เส้นทางที่พูดถึงคือ จุดเขียวสะท้อนแสง เริ่มจากจุด A (Interlaken) ไป จุด B (Lauterbrunnen) จากนั้นก็ขึ้นเขา ตามจุดเขียวไปเลย


9. Schilthorn

อีกยอดเขานึง ที่อ่านรีวิวมาว่าอยู่ใกล้จุงเฟรา แต่ไม่แมสไม่ดังเท่า แต่ถ้าให้เปรียบเทียบว่าต้องเลือกสักที่ คนส่วนใหญ่เลือกที่นี่ ส่วนเราก็อาจจะเลือกที่นี่เช่นกัน (แต่เราเห็นจุงเฟราไม่สมบูรณ์ไง)  

** ส่วนว่าอยู่ใกล้จุงเฟราแค่ไหน ที่นี่คือจุดชมพู จ้ะ

วิธีการมา Schilthorn

  • 1. จาก Interlaken > Lauterbrunnen (จุดเปลี่ยนที่ไปขึ้นจุงเฟรา)
  • 2. Lauterbrunnen > Mürren (ทางนี้เป็นรถไฟคลาสสิค สวยดี มี 2 โบกี้เอง)
  • 3. Mürren > Schilthorn (ลงจากรถไฟ เดินต่อในเมืองเพื่อไปขึ้นกระเช้า)
  • ** ค่าขึ้นกระเช้า 40 CHF [เดิม 80 มี Swiss Pass ลด 50%]

หรืออีกเส้นนึงคือ

  • 1. จาก Interlaken > Lauterbrunnen (จุดเปลี่ยนที่ไปขึ้นจุงเฟรา)
  • 2. Lauterbrunnen > Stechelberg (ตรงนี้เป็นรถบัส)
  • 3. Stechelberg > นั่งกระเช้าฟรีไป Mürren (**อันนี้ Swiss Pass นั่งฟรี)
  • 4. Mürren > Schilthorn (อันนี้กระเช้าต่อกระเช้าเลย ไม่ต้องเดิน)
  • ** ค่าขึ้นกระเช้า 40 CHF [เดิม 80 มี Swiss Pass ลด 50%]

เอาจริงจุดขายของยอดเขานี้คือ จะได้เห็นจุงเฟราและเป็นที่ถ่ายทำ 007 ภาค On Her Majesty’s Secret Service เป็นจุดชมวิวภัตตาคารชื่อ Piz Gloria — ซึ่งส่วนตัวคิดว่า ไม่ต้องขายอะไรทั้งนั้น!! คือแค่ฟ้าเปิด ขึ้นไปบนยอด ชมวิวได้ โหโคตรชนะเลิศ ยอดเขาสามร้อยยอดมากๆ

สรุปว่า ที่นี่เรายกให้ว่าควรมามากๆ ขนาดขึ้นภูเขามาหลายลูกแล้ว นี่คือยังเด็ดอยู่เลย ฟินหนักมาก ควรมาวันที่ฟ้าเปิด ถือเป็นภูเขาลูกสุดท้ายที่ปิดทริปได้อย่างงดงาม


สุดท้าย แด่สวิสเซอร์แลนด์..

ก่อนหน้านี้มีแต่คนบอกว่าสวิสสวย สวรรค์ของโลกใบนี้ เรารู้สึกว่านี่มันหน้าจอวอลเปเปอร์ ดูตอนไหนก็ได้ ทำให้เราไม่เคยคิดจะอยากไปเลย จนวันนี้ บังเอิญได้มีโอกาสมา เข้าใจแล้วจริงๆ ว่าสวยจริงๆ… ก่อนตายขอร้องมาเถอะ  ถ้ากลัวแพง มาตอนแก่ก็ได้ เดินทางสบาย บ้านเมืองสวย

นี่แหละสิ่งที่ชีวิตสมควรจะได้รับ

ในที่สุดรีวิวมหากาพย์ก็จบลง การเที่ยวคนเดียวทำให้เคลื่อนตัวเร็วมาก อยากกินไรก็กิน ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนถึงติดใจการเที่ยวคนเดียว ต้องลอง!

แต่นั่นแหละค่ะ ทุกอย่างจะรอดได้คือการเตรียมตัวมาอย่างดี และคิดว่ารีวิวนี้คงทำให้เข้าใจและเห็นภาพการไปสวิสได้มากขึ้น ถ้าไปกันเป็นหมู่คณะก็อย่าลืมเผื่อเวลาเอาไว้ด้วยนะ เพื่อการเที่ยวที่สนุก สไตล์ใครสไตล์มันจ้า

ขอบคุณที่อ่านจนจบแล้วอย่าลืมออกไปเห็นภูเขาตามฝันกันนะ :D