03 - Europe, Europe, Netherlands

Benelux + Europe : EP 12 – Eindhoven x Maastricht

เราค่อยแกะไปทีละเมืองสองเมือง นั่งรถไฟทีละค่อยๆ
ย้ายกระเป๋าไปเมืองนู้น ย้ายสองเท้าไปเมืองนี้
และตอนนี้เราก็ยังอยู่เนเธอร์แลนด์เช่นเดิม
แต่ความพิเศษคือ นี่คือตอนสุดท้ายในเนเธอร์แลนด์แล้วจ้าาา
(ไม่ใช่ไรกลัวคนเบื่อแต่จริงๆคือเที่ยวมาหมดละ) โอเค เรามาเดินทางกันต่อค่ะ

14 สิงหาคม 2557 (พฤหัสบดี)
ความเดิมคือเราออกจากเมือง Utrecht และไปเยี่ยม OpenAir Museum
ที่เขาบอกว่าเป็น life museum ที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งไอเราก็ไม่เคยไป openair museum ที่อื่นอ่านะ
แต่ก็ชอบนะที่นี่ ประทับใจมาก มันดีกว่ามิวเซียมโชว์แต่ของจริงๆแหละ
หลังจากนั้นเราก็นั่งรถไฟกันต่อ ไม่ยาวค่ะ จากเมือง Arnhem > เมือง Eindhoven
นั่งตามแผนภาพ ประมาณ 1 ชม.ครึ่ง เราก็มาถึงเมืองทางใต้ของประเทศนี้กันต่อนิ


เมืองนี้ เจ้าหน้าที่ของสายการบิน KLM บอกไม่มีอะไรหรอก บ้านเกิดเค้าด้วยซ้ำ
ส่วนไอเราก็ดื้อค่ะ อยากจะมา ก็เพราะรูปตึกของเมืองนี้ที่มันดูล้ำเหลือเกิน
แถมนิตยสาร Human Ride ก็มาเมืองนี้เพราะเป็นเมืองต้นกำเนิดแบรนด์ Philips แบรนด์สุดรักของขุ่นพ่ออ

กลับสู่ชีวิตจริง หลังจากมาถึงที่สถานีรถไฟ เวลาก็เย็นย่ำค่ำมืดค่ะ
เราก็ได้แต่แบกสัมภาระทั้งหลายเข้าที่พัก คืนนี้เราจะนอนกับคุณลุงอาร์ตติสค่ะ


ปรากฎว่า นี่มันผลงานลุงกับผองเพื่อนชัดๆ แถมถ้าถูกใจภาพไหนสั่งซื้อได้อีกนะ
ฮีกะกล่อมคนสุดๆ คนด้วยกันกับภาพซะเลย เอาให้ซื้อให้ได้ ฮ่าฮ่า ภาพออกมาดูดีนะ
คืนนี้เราจะนอนกับภาพวาด แต่คือของจริงไม่ขนาดนี้ค่ะ


ชีวิตคืนนี้ก็ไม่มีอะไรมาก หาข้าวกินเอาตัวรอดไปอีกมื้อ
เมืองร้างแห่งนี้ เราโชคดีใกล้บ้านลุงมีซูเปอร์ แน่นอนยิ่งดึก ราคายิ่งลดค่ะ
ได้เวลาเชฟกระทะเหล็กแล้วครัชท่านผู้ชม

อาหารการกินอุดมสมบูรณ์อีกเช่นเคยเพราะเป็นบ้านลุง
เครื่องครัวพร้อม เครื่องปรุงเพียบ สบายดีจัง ฮ่าา

หลังจากนั้นพวกเราก็เข้านอนแล้ว แต่อาเฮียประจำกลุ่ม ดันไปเมคเฟรนด์กับคุณลุงต่อ
สรุปคือ คืนนั้นแก๊งลุงพาเฮียแกไปบาร์ก๊งเบียร์กันต่อ ลุงเลี้ยงด้วยนะ แฮปฟันจริงๆ

15 สิงหาคม 2557 (ศุกร์)
เรายังคงเดินทางแบบร่นวันกันเหมือนเดิม
เมื่อคืนถึงเมือง Eindhoven เช้านี้เราจะเดินเล่นในเมืองนี้ให้ครบ
และเย็นนี้เราจะไปค้างแรมที่เมืองต่อไปคือ Maastricht กันต่อ

เริ่มด้วยบรรยากาศยามเช้าของ Eindhoven

โดมอันนี้แหละ ที่ทำให้อยากมาเมืองนี้
สรุปคือ ข้างในเป็นร้านขายเสื้อผ้า ซึ่งเราก็เดินดูกันจ้า

เขาบอกว่าเมืองนี้ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศนี้
ทุกอย่างผ่านมาตรฐานค่ะ การเดินทาง ความสะอาด ผู้คน ห้างร้าน โอเคนะ

โลโก้ของเมืองนี้ค่ะ แต่ละเมืองยังมีโลโก้ อารมณ์เหมือนบ้านเรามีตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดค่ะ

เช้าๆ ชาวยุโรปมักยังไม่ตื่นค่ะ ก็ร้างๆ หน่อย เดินสบายดี


เรานัดเจอกันอีกทีตอน 10 โมงค่ะ
เพื่อรอให้ Philips Museum เปิดค่ะ

Philips แบรนด์นี้ที่เราคุ้นเคยกันมานาน ไม่น่าเชื่อว่าต้นกำเนิดจะอยู่ทางตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์
เมืองเล็กๆ ที่ถ้าไม่อ่านหนังสือเราแทบจะไม่เจอรีวิว หรือหัวคนเอเชียด้วยซ้ำ
** เกร็ดเล็กน้อย ชื่อ Philips มี L ตัวเดียว และ มี S ลงท้ายค่ะ

บ้านจขกท.ก็คุ้นเคยกับแบรนด์นี้มานานเพราะเกิดมาก็ดูทีวียี่ห้อนี้แล้ว
เอาจริงๆ เดินทางมาชาวดัชต์เค้าคิดค้นแบรนด์ระดับโลกไว้เยอะมากเลยนะคะ
KLM Walls (ไอติม) Heineken Philips Shell (น้ำมัน) อีกมากมายที่คิดไม่ออก อิอิ

โอเค เราเข้ามาในมิวเซียมกัน ด้วยความหน้าเด็ก พนักงานคุณลุงใจดี
ลดราคาให้เหลือ 6 ยูโร ค่าเข้า

บอกเลยว่า ถึงแม้จะอินเครื่องใช้ไฟฟ้าของ Philips แต่แบบมิวเซียมนี้อารมณ์เหมือนท้องฟ้าจำลอง
โชว์งานนวัตกรรมและประหยัดพลังงานอย่างเดียว ภาพรวมเลยฟิวเจอร์บอร์ดไปหน่อย

แต่ไม่ใช่ไม่อินขนาดนั้น ก็ยังมีงานบางชิ้นที่ทำให้อินได้
ยกตัวอย่างคือ โคมไฟอันนี้ ความเจ๋งคือ สามารถเปลี่ยนสีได้ 500 กว่าสี
เอาที่สบายใจกันเลย เลือกได้ทุกเฉด มาเป็นวงล้อสีใน Photoshop เลยจ้ะ

ดูแล้วได้สาระเล็กน้อย คือ Philips ปัจจุบันเราแทบไม่เห็นเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว
เพราะตัวธุรกิจเองแบรนด์เค้าผลิต 3 ส่วนด้วยกันคือ
1. หลอดไฟ
2. เครื่องมือทางการแพทย์ – พวกเครื่อง MRI แสกนๆ
3. สัญญาณสื่อสารมวลชน
ดังนั้นต่อให้เราไม่พบเจอ Philips ในท้องตลาดไม่ได้แปลว่าเขาหายไปค่ะ แค่เขาไปเล่นอย่างอื่นอยู่

สาระอีกสักนิด เราเพิ่งรู้กันว่า หอไอเฟล
ใช้หลอดไฟของ Philips และ ถุงมือไฟของไมเคิลแจ็กสันก็เป็นของ Philips จ้ะ

ภาพรวมรอบๆ มิวเซียม ดูได้เรื่อยๆ แต่ถ้าพลาดหรือไม่มาเมืองนี้ก็ไม่เป็นไรนะ




ฝนเริ่มตกค่ะ ได้เวลาที่เราออกจาก Eindhoven พอดี
เมืองเล็กๆ นี้ ให้เราเจออะไรแปลกใหม่ดีเหมือนกัน (เช่นนอนในมิวเซียมบ้านลุง ทำอาหารกินกันเอง)
ถือว่าครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสมา คิดแล้วก็รู้สึกดีนะคะ

เรานั่งรถไฟกันไปต่อที่เมืองสุดท้ายของประเทศนี้กัน
เมืองนี้เค้าบอกกันว่า ห้ามพลาดดดดดด สวยมาก สวยสุด
นั่นคือ — Maastricht (เราอ่านว่า มาส์ทริค ค่ะ)


นั่งรถไฟกันไม่นาน จาก Eindhoven > Maastricht
ใช้เวลา 1 ชม. เท่านั้นค่ะ น้ำลายยังไม่ทันยืดเลย ถึงซะแล้ว…

พอมาถึงเมืองนี้ สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือ เมืองนี้ให้ความรู้สึกไม่เหมือนเมืองอื่นๆ ในประเทศนี้
ความคึกคัก รื่นเริงของคนทางใต้ ตึกเก่าโบราณที่คลาสสิคถูกเก็บรักษาอย่างดี
แถมที่สำคัญเมืองนี้ บรรยากาศดีมาก


คืนนี้เราฝากชีวิตไว้กับ StayOkay (แบรนด์ Hostel ชื่อดังของเนเธอร์แลนด์ มีหลายสาขามากทั้งประเทศ)
อีกตามเคยค่ะ ฝากของไว้ที่ห้องและออกไปเดินเล่นในเมืองกัน

ก่อนมา พวกเราก็นั่งหาในเน็ตกันมาว่า ถ้ามาเนเธอร์แลนด์
ที่ไหนห้ามพลาดบ้าง ! ซึ่งค้นไปมา ก็พบว่า เมืองนี้มีร้านหนังสือที่เจ๋งมากอยู่


มันคือ Selexys Bookstore ร้านหนังสือที่ใช้โครงสร้างของโบสถ์เอามาทำ
มาเข้าไปดูข้างในกันดีกว่า


อลังการสมชื่อ ไปโบสถ์มาก็เยอะ แต่โบสถ์ที่มีหนังสือเยอะๆ นี่สวยจริงๆ

ที่นี่แทบไม่มีใครมาซื้อหนังสือ อาจซื้อเป็นของที่ระลึก
แต่ทุกคนเข้ามาเพื่อชื่นชมโครงสร้าง และที่นี่ดันเป็นที่ห้ามพลาดของเมืองนี้ไง !!

ข้างนอกฝนดันตกอยู่ เราก็แวะอ่านหนังสือกันนิดนึง

ฝนหยุดสักนิดก็ได้เวลาอาหารเย็นค่ะ เนื่องจากยังตกอยู่แต่ท้องพวกเรากิ่วมาก
ก็เลยต้องจำใจกินข้าวกันที่จตุรัสของเมือง
** ทริคเล็กๆ พวกตามจตุรัสที่มีร้านอาหารเปิดไว้ ถ้าไม่รวยจริงก็ลองหาร้านไกลออกไปหน่อย
แถวนั้นที่แพง ราคาอาหารก็แพงตามไปด้วย

แต่พวกเราฝนตกไง ก็เลยด้วยความงก หาร้านที่ถูกสุดแถวนี้ละกัน
เลยมาจบที่ร้านนี้ หน้าตาดูดีและถูกสุด

รับชมและรับชิม อุดมสมบูรณ์ตลอดกาลทริปนี้
กลับมานี่เค้ามีแต่ผอมลง ส่วนเราอ้วนขึ้น…




กินอิ่มก็เดินชมเมืองกันต่อ ฝนหยุดละ เดินไปเรื่อยๆ กันเล้ย


อาจจะบอกได้บ้างไม่ได้บ้างว่าที่ไหนเป็นที่ไหน
ลองดูกันไปละกันนะคะ แต่ทุกที่สามารถเดินถึงกันได้หมดจ้ะ


เดินกันจนถึงเย็น วิวนี่สวยลืมหายใจค่ะ


ข้ามฝั่งมาเดินฝั่งในเมืองกันบ้าง แม่น้ำหลักของเมือง


มาเดินกันในเมืองบ้าง


บรรยากาศดีแทบทั้งเมือง เดินได้ทั่วค่ะ
พอใจมาก ยอมเลยที่นี่


ความรู้เล็กน้อย จาก Amsterdam มาที่นี่
นั่งรถไฟมาใช้เวลา 2 ชม. ครึ่งเท่านั้น มีเวลาก็ลองมากันดู
นอนยันนั่งยันถีบจักรยานยันเลยว่า สวย !


มาดูวิวกลางคืนกันต่อ เริ่มเปิดไฟกันแล้วค่ะ


ริมน้ำกันบ้าง คนหายไปไหนกันหมดนี่



ขอส่งท้ายด้วยเช้าวันถัดมาค่ะ เพื่อให้จบเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการ
ช่วงเช้า เราเก็บกระเป๋าออกจาก Maastricht กันต่อ



เดินตลาดเช้ากันต่อ ตลาดสายแล้วหล่ะป่านนี้
ของราคาไม่แพง ซื้อฝากได้เลย อิอิ



ถ้าร่างกายยังมีแรง โปรดออกเดินทาง
ก่อนที่ชีวิตจะไม่มีแรงและเวลา และความฝันเหลืออยู่

สุดท้ายค่ะ พวกเราบอกลาประเทศเนเธอร์แลนด์ด้วยสองมือเล็กๆ
เมืองสุดท้ายที่สร้างความประทับใจมาก และภาพรวมของประเทศนี้เรารู้สึกดีกับที่นี่มาก
แน่นอนว่าในทริปนี้เรายังต้องกลับมาประเทศนี้อีก (เพราะมีเปลี่ยนเครื่อง)

ใครว่ายุโรปเมืองหลักๆ ต้องเป็นแค่ ลอนดอน ปารีส มิลาน
เราว่าไม่ใช่คำตอบอย่างนั้นซะทีเดียว บางทีประเทศแถบเบเนลักซ์อาจจะเป็นสิ่งที่คุณตามหาจากยุโรปอยู่ก็ได้

เนเธอร์แลนด์ที่เรารู้จัก ผู้คน อาหาร อากาศ
ทุกอย่างให้ประสบการณ์ใหม่แก่เรามาก แล้วเรามาพบกันใหม่อีกแน่ เนเธอร์แลนด์

ขอบคุณที่อ่านกันมาถึงตรงนี้ค่ะ
ตอนหน้า เปิดประเทศใหม่ ประเทศเล็กจิ๋วหนึ่งเดียวในเบเนลักซ์
ประเทศในฝันของใครหลายคน ลักเซมเบิร์ก !!!!!
สวัสดีค่ะ

 

Facebook Comments