03 - Europe, Europe, Netherlands

Benelux + Europe : EP 9 – Haag & Delft เมืองเฮก

Benelux + Europe : EP 9 – Haag & Delft

เมืองเฮก — สวัสดีค่ะ กลับมาเดินทางในยุโรปกันต่อ !!
ความเดิม พวกเราออกจากโซนตอนเหนือเนเธอร์แลนด์ เมือง Groningen
กำลังเข้าสู่โซนกลาง เมืองหลวงศูนย์ราชการของประเทศ เมืองเฮก ค่ะ

11 สิงหาคม 2557 (จันทร์)


เช้านี้เรานั่งรถไฟยาวๆ จาก Groningen – Den Haag
เมือง Den Haag หรือ The Hague ที่พวกเราคุ้นๆกัน
เริ่มต้นกันที่สถานีรถไฟ Groningen บอกลากันก่อน

เมืองเฮก

คิดว่าชาตินี้คงไม่ได้มาตรงนี้อีกแล้ว จัดไปเยอะหน่อย

ศูนย์รวมจักรยาน เยอะมากกก แต่ประเทศนี้ยังมีที่เยอะกว่านี้อีกนะ

แฟชันเซท บอดี้แสลมสไตล์

เพราะรักการเดินทาง เราจึงยอมสะพายกระเป๋าหนักๆ เพื่อพาไปหาสิ่งที่คุ้มค่ากว่า : )

เมืองต่อไปคือ เมืองเฮก คือเมืองข้าราชการของประเทศเนเธอร์แลนด์ค่ะ
ที่นี่เต็มไปด้วยศูนย์ต่างๆ สถานฑูต องค์กรใหญ่ๆ รวมไปถึง ศาลโลก ของโลกนี้ค่ะ

เรานั่งรถไฟยาว 3 ชม. (คือยาวสุดในทริปละ ประเทศนี้นั่งรถไฟแปปเดียวถึง)
อาหารเช้าจากซูเปอร์แถวนั้น ถูกและดี ร้าน Albert Heijn นี่แหละเพื่อนเรา

ถึงแล้วสถานีรถไฟ Den Haag จะเขียนว่า The Hague ก็ได้ ได้หมด
วันนี้แต่งตัวเข้าตีม รถไฟเนเธอร์แลนด์จ้า

แบกกระเป๋าไปกันต่อ เมืองนี้จะแลดูล้ำๆ อารมณ์ศูนย์ราชการชัดๆ

การเดินทางใน Hague เรานั่งรถรางค่ะ

เดินทางสะดวก เราซื้อบัตร 1 day Pass – 6.5 EUR นับเป็นแบบ 24 ชั่วโมง
คือเปิดบัตรบ่ายสาม บัตรจะหมดบ่ายสามของอีกวัน
แถมบัตรนี้สามารถนั่งรถรางไปถึงเมือง Delft เมืองข้างๆ ที่เราจะไปต่อได้ด้วย คุ้มละ
**สามารถหาซื้อได้ที่ information ตรงสถานีรถไฟเลยค่ะ


เริ่มต้นจาก เอาของไปเก็บที่พัก Jorplace แถวริมทะเลหน่อย

โซนที่พักและที่พักออกแนวปาร์ตี้หน่อย เสียงโหวกเวกมาก
เอาจริงๆ ถ้ามาเพื่อผูกมิตรสนุกสนาน บาร์บีคิวน่าสนุก แต่พวกเราดันเหนื่อยเกินไปกว่านั้นนี่สิ

เก็บของเสร็จ ก็นั่งรถรางเข้ามาในโซนเมือง
คือเฮก พูดง่ายๆ จะแบ่งเป็นพาร์ท  สถานีรถไฟ – ศูนย์ราชการ – ชายหาด

เดินเล่นในเมือง โซนแถว MH Museum

อาคารรัฐสภาตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Hofvijver
เอาตรงๆคือเหมือนบึง มีน้ำพุเล็กน้อย

ถูกจริตของเราต่อมาคือ MH Museum


ชื่อเต็มคือ The MauritsHuis พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมาริตส์เฮ้าส์
มิวเซียมที่ถูกรีแบรนด์ใหม่ให้ดูดีไซน์มากขึ้น
ค่าเข้า 14.5 ยูโร (เกิน 10 ยูโรแปลว่าดีชัวร์)

ไม่ใช่แค่สวย แต่ภาพวาดระดับโลกก็อยู่ที่นี่
ภาพ Girl with a pearl Earring ดังมากขนาดได้ฉายาโมนาลิซ่าแห่งดัชต์นะคะ
แต่ภาพนี้ก็ดังจริงอะไรจริงแหละ วาดโดยเวอร์เมียร์ เจ้าเก่าคนของประเทศ

เดินชมมิวเซียมค่ะ เอาจริงเราว่าที่นี่ดีนะ
เพราะว่าแบบไม่มีของเยอะเกินไป

โบรชัวร์ก็ตอบโจทย์ชีวิตมาก จะบอกแต่ละห้องว่า
ห้องไหนมีภาพอะไรจุดเด่นบ้าง ไม่ต้องมึนและไม่พลาดสิ่งที่ชาวเมืองเขาดูกัน

ที่นี่มีงานศิลปินชื่อดังเยอะมาก
หลายคนดังตั้งแต่ Vermeer (เจ้าเก่า) Jan Steen ว่าไป

ตึกมิวเซียมคือเคยเป็นบ้านของท่านเคาท์โยฮัน เมาริตส์ มาก่อน
จากนั้นพอท่านเคาต์ตาย คฤหาสถ์หลังนี้เลยตกเป็นของรัฐ เอาไว้เก็บของจากการเดินเรือ
ไปมาเรื่อยๆ ก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นมิวเซียมอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

ภาพดังสุดของที่นี่คืออะไร ดูชุดพนักงานก็รู้ : )

เดินดูข้างในกันไปเรื่อยๆ ใช้เวลาไม่นานนัก เราชอบกันนะ
ทางมา รัฐสภาและ MH Museum นั่งรถรางสาย 1,10 ลงป้าย Kneuterdijk



ถัดจาก MH Museum เราก็นั่งรถรางกันมาต่อ
จุดพีคสุดของเมืองนี้ ศาลโลก ชื่อแบบดัชต์ (ที่เขียนยากมาก) คือ Vredespaleis

ศาลโลก

ศาลโลกคือ ศาลที่เอาไว้ตัดสินคดีระดับโลก เป็นหน่วยงานของสหประชาชาติ
อย่างบ้านเรา ล่าสุดก็คงเป็นเรื่องเขาพระวิหารค่ะ เขาก็มาตัดสินกันที่นี่
*การมาศาลโลก นั่งรถรางสาย 1,10 ลงป้าย Vredespaleis

คำว่า สันติภาพ เป็นคำที่เข้าใจง่าย เขียนง่าย อ่านง่าย
แต่ทำได้ยากเหลือเกินนะ แต่คิดว่าไม่สายเกินไป และไม่นานเกินไป
ที่สุดท้ายคำนี้มันจะเกิดขึ้นมาจริงๆทุกมุมโลกเรา

มีประวัติให้ฟังเล็กน้อย

เราก็เดินเล่นได้รอบๆศาล คือดีแล้ว พอดีไม่มีคดีอะไรให้เข้าไปหน่ะ 55
มาถึงส่วนที่ชอบ โซนหิน คือหินจะนำมาจากทั่วโลก วางเอาไว้
พวกเราก็มานั่งไล่ดูว่าหินก้อนนี้ของที่ไหนกันน้า ของไทยบ้าง

เดินหนัก ก็เริ่มเหนื่อย กลับเข้าเมืองหาไชน่าทาวน์
เนื่องจากกินขนมปังมาหลายมื้อแล้ว ขอกลับบ้านเกิดบ้าง บะหมี่หน่อยนึง

อาหารบ้านเกิดเรานี่ สุดจริง ฟินมาก มื้อนั้น

กินอิ่มก็ออกแรงเดินต่อ ไปยังโซนกลางเมือง
โซนนี้เรียกว่า Centrum มีสวน งานประติมากรรม โบสถ์
เดินได้ถึงกันหมด

ความเกรียนไปเยือนทุกที่ครัช

เมืองนี้เงียบๆนะ แทบไม่ค่อยเจอคนเลย
พวกเราก็เดินเอนจอยต่อไป
ใกล้ๆกับแถวรัฐสภาที่ไปมานั่นเอง


บางชีวิตนี้ ลองไปเมืองเล็กๆ แปลกๆบ้าง
ไม่จำเป็นต้องตามชาวบ้านเสมอไปก็สนุกดีนะ


จริงๆแล้วที่อยากมาเมืองนี้คือ MC.Escher Museum
เป็นมิวเซียมที่รวมงานของนักคณิตศาสตร์ / ศิลปินกราฟิกยุคต้นๆไว้
ขอเลคเชอร์ให้ฟังแป๊ป

เราคิดว่าทุกคนน่าจะเคยเห็นงานเอชเชอร์มาก่อนแล้ว
แค่ไม่รู้ว่าใครทำ นี่คือตัวอย่างงานของเค้า ภาพจะออกแนววิทยาศาสตร์หน่อย
งานเฮียแกออริจินัลมากสมัยนั้น

เสพงานกันแล้ว แต่มิวเซียมปิดจ้าวันนี้ แถมเราก็มาเมืองนี้วันเดียวอีก
ศิลปินในดวงใจ มาถึงบ้านเกิดแล้ว แต่อดเข้าไปดู เซ็ง จบ !

เราเดินเล่นในสวนไปเรื่อยๆ จนเย็นๆ
ได้เวลานั่งรถรางไปชายหาดกันต่อ

Scheveningen

ชายหาดโซน Scheveningen อ่านว่า สเควเวอนิงเงิน (ยากจัง)
ทรายเยอะมากกกกกกกกกก ลมแรงมากกกกกก

ชอบหาดเมืองนอกเล็กๆ ตรงที่แบบระยะระหว่างทรายกับทะเลมันเยอะมาก
คือมีพื้นที่ให้เดินเล่นเยอะมากจริงๆ

วันนั้นลมแรงมาก คือเกิดมาไม่เคยเห็นลมแรงขนาดนี้มาก่อน
พัดเป็นพายุทรายกันเลย ทรายนี่เข้าหน้า เข้ารองเท้าตรึมค่า

ทรายเยอะใช่ว่าจะไม่สวย แถวนี้ตึกใหญ่ๆ ก็เป็นร้านอาหาร คาสิโนทั้งนั้น
ยิ่งใหญ่ดีนะ คึกคักด้วย


รูปแสดงถึงความลมแรงมาก ทรายพัดแรงมาก ดูสิๆๆ

มองกลับไป ไกลมาก

พระอาทิตย์ตกที่เฮก ณ ชายหาด
เหมือนไม่ได้เห็นทะเลมานานมาก 555

สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันและสวยงามอยู่ทุกวันมี 2 สิ่ง
พระอาทิตย์ขึ้น และ พระอาทิตย์ตก
มันเป็นนิรันดร์มาก
**ทางไป Scheveningen นั่งรถรางสาย 1,9 ลงป้าย Kurhuis จ้ะ

จากชายหาดเราก็กลับที่พักมานอนเอาแรงต่อ
ที่นี่ถ้าใครอยากมาปาร์ตี้จะแนะนำมาก แต่ถ้ามาเพื่อพักผ่อนไม่ควรค่ะ
เสียงจะเอะอะตลอดทั้งคืน แถมห้องนอนที่เรานอนแบบ 6 คน
สภาพนี้กูอยู่ใน prison break ปะวะเนี่ย คุกมากกก

12 สิงหาคม 2557


เนื่องจากที่พักเมื่อคืนไม่โออย่างแรง ทุกคนรีบตื่นเช้า เผ่นออกจากที่นี่ด่วนค่ะ
จริงๆแล้วถ้ามาเมืองเฮก เราแนะนำไปโซนชายหาดมาก คือชอบสุด
ศูนย์ราชการถ้าไม่ได้มีธุระจริงๆ เราเชื่อว่าทุกคนไม่อินแน่ แก่ไปไม่ชิน 5555

เป้าหมายต่อไปคือเมือง Delft ใกล้ๆเมือง Hague นี่แหละ นั่งรถรางไปได้ด้วย
จากบัตร 1 day pass ที่ซื้อเมื่อวานนี่แหละ คุ้มจริง อิอิ

เมือง Delft เป็นเมืองขึ้นชื่อด้านถ้วยชามกระเบื้องมากสุด
มากแค่ไหน มากถึงขั้นเรียกพวกถ้วยชามเซรามิคว่า Blue Delft กันเลย

เรามาเช้าไป รีบไง ก็เดินรอทุกอย่างเปิด คนนี่หายหมด

ทริคของการมายุโรปคือ คนส่วนใหญ่ ร้านห้าง จะเปิดสายๆ ตื่นสายแล้วนอนดึกเถอะ
เพราะถ้ามาเช้าส่วนใหญ่ เมืองเงียบมาก ไม่เจออะไรเลย
(ยกเว้นอยากถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น ชมวิวไร้คนงี้ เชิญค่ะ)

พวกเราก็ประทังชีวิตมื้อเช้ากันด้วยร้านขนมปังแถวนั้น
เอาตัวรอดไปวันๆนี่สนุกจริงๆ โอกาสแบบนี้หาไม่ได้ที่เมืองไทยนะคะ

รอจนโบสถ์เปิด โบสถ์นี้ชื่อ โบสถ์ใหม่ Nieuwe Kerk ข้างในก็ไม่ได้มีอะไรค่ะ ไม่ได้เข้าไป
เรามาเมืองนี้ทำไมนะ 555

จริงๆแล้วจุดหมายของเมืองนี้คือ


1.อยากมาดูถ้วยชามกระเบื้อง
2. มาเพื่อดูห้องสมุด TU Delft ที่เขาบอกว่าเก๋นักเก๋หนา ภารกิจมีแค่นี้

เราฝากกระเป๋าไว้ที่ Information Center แถวข้างๆโบสถ์ใหม่ค่ะ
สะดวกดี เขาให้ฝากฟรีด้วย

พบกับจานแห่งเมือง Delft หน้าพวกเราเอง 555555
สวยสุดในเมืองแล้ว บอกตรงๆ

จากโซนโบสถ์ใหม่ เราก็เดินกันไปเรื่อยๆ ชมเมืองค่ะ
เพื่อไปยังโซนมหาวิทยาลัย ไป TU Delft Library ที่อยากไปนี่แหละ

ห้องสมุดนี้อยู่ในมหาลัย TU เป็นพวกสถาบันเทคโนโลยีของเมืองนี้ค่ะ
เดินเข้าไปนิดหน่อยก็เจอแล้ว



บรรยากาศดีมาก อ่านหนังสือกลางแจ้ง
สนามหญ้าใสๆ

เก๊กท่าถ่ายรูปเป็นกิจวัตรอยู่แล้วพวกเรา

จาก TU Delft เราก็เดินมาเรื่อยๆ มีป้ายบอกว่ามี ศูนย์ทำ Royal Blue Delft อยู่

พวกเราก็เดินเข้าไป แต่ไม่ได้มีเวลามากนัก
ก็เลยเดินชมร้านของที่ระลึกแทน มีของน่ารักเยอะอยู่

จริงๆแล้วเราชอบงานกระเบื้องพวกนี้นะ มันมีความคลาสสิตอยู่
ถึงเนเธอร์แลนด์จะได้รับอิทธิพลมาจากจีนหรือชาติอื่นๆ แต่ก็แบบสุดท้ายก็ทำจนเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองจนได้
บางทีสิ่งพวกนี้มันเป็นไปเอง เพราะประเทศเราก็เป็นเรา จริงๆไทยแลนด์ก็เป็นนะ

เมืองนี้มาเพื่อดูห้องสมุดชัดๆ ห้องสมุดต่อมาที่ชอบเพราะดูมาจาก Human Ride แมกกาซีน
คือ DOK Library เป็นห้องสมุดประชาชนประจำเมืองนี้

ภายในโมเดิร์น สวยดี หนังสือเยอะเช่นเคย

เราเดินวนจนกลับมายังโบสถ์ใหม่อีกรอบ
คราวนี้คนเริ่มเยอะแล้ว ร้านเปิดหมด ได้เวลาช็อปจุ้กจิ้กบ้าง

กระเบื้อง Blue Delft ของแท้ ต้องมาซื้อที่นี่ เมือง Delft เท่านั้น
แม้แต่ในอัมเตอร์ดัมส์ยังรับมาขายเลย : )


เมื่อหมดเวลา เราก็ลาจากเมืองเล็กๆแสนน่ารักเมืองนี้
แนะนำให้มาค่ะ ใช้เวลาไม่นานนัก เมืองน่ารักคึกคักดีแถมเดินทางสะดวกด้วย


ตอนหน้า เราจะไปกันต่อยังเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ
เรายังอยู่ในเนเธอร์แลนด์อีกนาน เมืองหน้า Rotterdam โปรดติดตามค่ะ !!

 

Facebook Comments