Asia, China, Nanjing, Sponsored, Wuzhen

เที่ยวเมืองหลวงสิบแผ่นดิน หนานจิง – ล่องน้ำย้อนเวลาที่เมืองโบราณอู่เจิ้น

ทริปนี้เราพาไปประเทศที่เราไปมาหลายรอบแล้ว แต่หลายคนพอได้ยินประเทศนี้ก็ร้อง ยี๋ ก่อนเลย เพราะเกียรติศัพท์ที่หลายคนพูดกันๆ แต่ทำไมเรายิ่งไปยิ่งรู้สึกว่าประเทศนี้น่าไป น่าค้นหา น่าเที่ยวมากๆ เที่ยวเท่าไรก็ไม่หมด เราล่ะอยากให้ไปเที่ยวประเทศนี้จริงๆ

คงไม่ต้องบอกเยอะ คือ ประเทศ จีน นั้นเอง

ทริปนี้เราพาไป นานกิง หรือ หนานจิง (Nanjing) ซึ่งหมายถึง “นครหลวงทางใต้” ตั้งอยู่ช่วงกลางไปจนถึงปลายของแม่น้ำแยงซี ในมณฑลเจียงซู หนานจิง

เล่าประวัติคราวๆ

ในอดีต หนานจิง เป็นเมืองหลวงหลายราชวงศ์ และเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐจีนช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จนได้รับสมญานามว่า เมืองหลวงสิบแผ่นดิน

และยังเป็น 1 ใน 6 นครโบราณของจีน อันได้แก่ ปักกิ่ง หนานจิง ซีอาน ลั่วหยาง หางโจว และ ไคเฟิง

เป็นเมืองหลวงครั้งสุดท้ายระหว่างปี พ.ศ. 2470 ถึง พ.ศ. 2492 โดยรัฐบาลสาธารณรัฐจีน ซึ่งมีผู้นำขณะนั้น คือ นายพลเจียงไคเช็ค

หลังสถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี พ.ศ. 2492 รัฐบาลใหม่จึงได้ย้ายเมืองหลวงกลับมายังปักกิ่งดังเดิม

ที่นี่จึงเต็มไปด้วยโบราณสถานที่สะท้อนความเป็นมา และความรุ่งเรืองในอดีต ทุกพื้นที่ของเมืองเลยอัดแน่นไปด้วยเรื่องราว ซึ่งล้วนหล่อหลอมให้จีน เป็นชนชาติที่เข้มแข็งแต่แฝงด้วยความนุ่มนวล ทั้งด้านประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม

ลองมาทำความรู้จักกับเมืองหลวงเก่าแก่แห่งนี้ด้วยตัวเอง แล้วจะรู้ว่า หนานจิง ยังมีสิ่งที่น่าค้นหาอีกมาก

และติดตามเรื่องราวการเดินทางต่างๆได้อีกที่

https://www.facebook.com/GoGraph

เราเริ่มต้นเดินทางไปหนานจิงด้วยสายการบิน Nokscoot มีเที่ยวบินถึง 4 เที่ยวต่อวัน

แต่หลังวันที่ 25 ตค. จะเพิ่มเป็น 6 เที่ยวบินต่อวัน สบายใจได้เรื่องเที่ยวบินมีให้บินทุกเวลากันเลย

เราบินไปกับไฟลท์ XW088 จากดอนเมืองไปนานกิง

โดยออกจากกรุงเทพเวลา 13.40 น.ถึงปลายทาง 18.50 น.

ใช้เวลาเดินทางไม่นานมาก ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งก็ถึง หนานกิงแล้ว

เมื่อมาถึงสนามบิน Lukou เราสามารถเดินทางเข้าตัวเมืองได้ 2 แบบคือ

1. รถไฟใต้ดิน Metro เมืองหนานกิงเดินทางค่อนข้างสะดวกด้วยรถไฟใต้ดินเชื่อมต่อทุกสถานที่เที่ยว มีมากถึง 50 สถานี

นั่งด้วย Line 1 Airport line ตกแค่เที่ยวละ 6 หยวน ถูกมากกกกก แล้วไปต่อ Line อื่น รวมๆก็ประมาณ 10 หยวน

ก็ตกราคาเที่ยวละ 3-10 หยวน ต่อเที่ยว แล้วแต่ระยะทาง ระบบขนส่งสาธารณะของจีนถูกมากจริงๆ และครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ของเมือง ชอบจีนตรงนี้แหละ

http://www.travelchinaguide.com/cityguides/jiangsu/nanjing/metro-subway-map.htm แผนที่ Nanjing Metro

2. รถ Airport Bus หาไม่ยากเดินออกมาด้านหน้าก็เจอแล้ว สามารถนั่งตรงเข้าตัวเมืองได้เลย มีไป 2 เส้นทาง ตกเที่ยวละ 20 หยวน

http://www.travelchinaguide.com/cityguides/jiangsu/nanjing/airport.htm สามารถดูข้อมูลเดินทางจากสนามบินได้ทางนี้เลย

เมืองหนานกิง ในปัจจุบันเป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่มาก ใหญ่เป็นอันดับสองในภาคตะวันออกของจีน รองจากเซี้ยงไฮ้

แต่ตัวเมืองยังคงปนไปด้วยสิ่งก่อสร้างโบราณ และทั้งเมืองเต็มไปด้วยต้นไม้ รอบๆเมืองหนานกิงเรียกว่าเป็นป่าได้เลยทีเดียว ทำให้อากาศที่นี้ค่อนข้างดี

จงซานหลิง หรือ สุสานของ ดร.ซุนยัดเซ็น(ซุนจงซาน) Mausoleum of Dr. Sun Yat-Sen

สถานี  Dr. Sun Yat-sen’s Mausoleum /Xiamafang Station บน Metro Line 2

ค่าเข้า : สุสานของ ดร.ซุนยัดเซ็น ฟรี ห้องสุสานปิดทุกวันจันทร์

สุสานหมิงเซี่ยวหลิง 70 หยวน Xiaoling Mausoleum of Ming Dynasty / Muxuyuan Station.

วัดหลิงกู่ 35 หยวน Linggu Temple /Zhonglingjie Station

(สามารถเดินทางแต่ละที่ด้วย Shuttle Bus หรือ Sight Seeing Train เที่ยวละ 5 หยวนได้)

สุสานของ ดร.ซุนยัดเซ็น หรือที่คนจีนเรียกท่านว่า ซุนจงซาน บิดาแห่งประเทศจีนใหม่

ซึ่งเราจะได้ยินสถานที่ต่างๆทั่วประเทศจีน ที่ใช้คำว่า จงซาน เต็มไปหมด นั้นหมายถึงสร้างเพื่อระลึกถึง ดร.ซุนยัดเซ็น ทั้งนั้น

ในบริเวณจงซานหลิงจะมีสถานที่สำคัญอีก 2 ที่คือ สุสานหมิงเซี่ยวหลิง หรือ สุสานของปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์หมิง กับวัดหลิงกู่ (Linggu Temple)

ดูตามแผนที่ใหญ่มากๆ ตรงกลางจะเป็นสุสานของดร. ซุนยัดเซ็น ซ้ายเป็นหมิงเซี่ยวหลิง ขวาเป็นวัดหลิงกู่

การเดินทางภายในจงซานหลิง จะเดินทางด้วยรถไฟที่ส่งตามที่เที่ยวต่างๆ เที่ยวละ 5 หยวน หรือรถใต้ดิน ทุกที่สามารถเดินไปถึงได้แต่ค่อนข้างไกล แต่ยังไงทุกที่รถก็จอดแค่ปากทางเข้าอยู่ดียังไงก็ต้องเดิน

เรานั่งรถไฟมาถึงที่แรกคือสุสาน ดร. ซุนยัดเซ็น มาถึงจะพบกับประตูสีม่วง ซุ้มใหญ่ๆ เราจะเจอคนจีนมากมายมาเที่ยวที่นี้กัน

ทางเดินเข้าจะยาวประมาณ 700 เมตร เป็นถนนที่วางด้วยหิน และมีต้นไม้ปกคลุมตลอดเส้นทาง

เดินเข้ามาเรื่อยๆ จะเจอกับแท่งศิลาจารึกตั้งอยู่ในอาคารหลังแรก

แล้วก็เดินต่อไปหมดทางราบแล้ว ต้องเดินขึ้นเนินด้วยบันได 392 ขั้น เพื่อไปสู่สุสาน

ตลอดทางก็มีแต่ต้นไมล้อมรอบ หลังเป็นภูเขา มีหมอกปกคลุมตลอด

ตัวสุสานตั้งอยู่บนเขาจิงซาน หรือ ภูเขาสีม่วง เวลาตอนกลางคืนอยู่ในเมืองแล้วมองมาด้านนี้จะเห็นเขาตรงนี้เป็นสีม่วง

จนเดินมาถึงจุดสุสาน จะมีรูปปั้นของทางดร.ซุนยัดเซ็น ด้านหลังรูปปั้นจะมีสุสานอยู่ ซึ่งสามารถเข้าไปได้ แต่จะปิดทุกวันจันทร์

แล้วเผอิญพอดีไปวันจันทร์อีก เลยอดเข้าเลย

แต่พอเข้ามาถึงสุสานเสร็จ แล้วหันหลังกลับมา กับเจอไฮไลท์ของที่นี้ คือวิวป่าของจงซานหลิง ที่กว้างใหญ่ เห็นไกลไปถึงตัวเมือง

เหมือนรางวัลของคนที่เดินมาถึงจุดนี้ได้ ช่างอลังการ ยิ่งใหญ่มาก ที่มีป่าผืนใหญ่ขนาดนี้ แล้วยังอยู่ติดเมืองที่ใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของจีนเลย

สุสานหมิงเซี่ยวหลิง

สุสานของปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง สร้างโดยปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง จูหยวนจาง ที่สร้างเพื่อเป็นสุสานของตัวเองและเสร็จภายใน 2 ปี ในปีค.ศ.1383

และได้ใช้งานจริงเมื่อองค์ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงสวรรคต ในปี ค.ศ.1398

ต่อมารูปแบบการสร้างสุสานของ จูหยวนจาง ได้ตกทอดมายัง ฮ่องเต้องค์ต่อๆ มาของราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง

แต่สุสานของฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงส่วนใหญ่อยู่ที่ ‘ปักกิ่ง’ หลังจากมีการย้ายเมืองหลวงมาในรัชสมัยหย่งเล่อ

เมื่อเข้ามาจุดแรกจะพบกับทางเดินทอดยาว และมีรูปปั้นสัตว์ต่างๆนานา อูฐ ช้าง ม้า กิเลน สิงโต

เป็นรูปปั้นที่สร้างมาพร้อมกับสุสาน ทุกตัวจะสร้าง 4 ตัว และแบ่งเป็นยืนและนั่งเป็นคู่ เพื่อเสมือนที่จะให้สัตว์เหล่านี้ปกป้องสุสานได้ตลอดเวลาทั้งตอน นั่ง และ ยืน

เดินไปเรื่อยๆ จะถึงประตูแรก

จะพบกับวิหารสวยงามที่อยู่กลางต้นไม้ แต่ข้างในเป็นขายของพวกที่ระลึก

เดินมาเรื่อยจนเห็นตำแหน่งสุสาน ที่สร้างประตูทางเข้าได้ใหญ่โตมาก

เมื่อได้เข้าไปจนถึงข้างใน แล้วขึ้นไปข้างบน ตอนแรกนึกว่าจะได้เห็นรูปปั้นของจูหยวนจางที่ยิ่งใหญ่ แต่กับมีแต่ร้านค้าขายของที่ระลึกซะงั้น แอบเซ็งไป

แต่ถ้าพอได้ไปรอบๆตัวทางเข้าสุสานแล้ว จะมีมุมถ่ายรูปสวยๆ อยู่มากมาย กับสีแดงของตัวอาคาร กับสีเขียวของป่า ที่ตัดได้อย่างลงตัวเลย

เราก็ถ่ายรูปเล่นกันไปทั่ว จนเพิ่งรู้ที่หลังว่าตรงนี้เป็นแค่ประตูทางเข้า หรือด้านหนัาเพื่อมาสักการะเท่านั้น

ตัวสุสานจริงๆ คือด้านหลัง ที่เป็นป่าเขา ตรงที่เราถ่ายรูปนั้นเอง ตัวสุสานของจูหยวนจางยังไม่ขุดใดๆเลย คงไปให้เป็นธรรมชาติของสุสานต่อไป

วัดหลิงกู่ Linggu Temple

เป็นวัดที่ถูกย้ายมาพร้อมการสร้างสุสานของจูหยวนจาง เดิมชื่อวัด วัดไคซ่าน พอย้ายจึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดหลิงกู่ หรือวัดไร้คาน

เพราะภายในวัดมีตัววิหารที่ไร้คาน ใช้การก่อสร้างเป็นรูปโค้งคล้ายสถาปัตยกรรมของทางยุโรป

ภายในวัดหลิงกู่ ค่อนข้างสงบอย่างมาก เต็มไปป่าไม้ บรรยากาศร่มรื่น คนน้อย ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ประเทศอื่น น่ามาเดินชิวๆ มาก

เมื่อมาถึงภายในของวิหารไร้คานแล้ว จะพบป้ายสลักชื่อ ทหาร 33,224 คนของพรรคก๊กมินตั๋งที่เสียชีวิตในสงครามปฏิวัติที่สู้กับขุนศึกภาคเหนือ

นอกจากนี้ก็ยังมีการจัดสร้างเป็นหอที่ระลึกการ ปฏิวัติซินไฮ่เกอมิ่งของจีน

และมีการจัดแสดงประวัติศาสตร์จีนประกอบหุ่นขี้ผึ้ง ตั้งแต่ยุคสงครามฝิ่นที่นำมาสู่สนธิสัญญานานกิง

เรื่อยมาจนถึง การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงจีนเป็นสาธารณรัฐ

เราเดินต่อมาด้านหลังของวิหารไร้คาน จะพบกับสวนที่กว้างใหญ่และสามารถเดินไปถึงหอเจดีย์ด้านหลังได้

แล้วก็มาถึงไฮไลท์อีกอย่างของวัดหลิงกู่ คือ เจดีย์ที่มีความสูง  9 ชั้น ที่ต้องเดินขึ้นบันได้วนๆ วนไปเรื่อยๆ จนเราลืมไปเลยว่าถึงชั้นที่เท่าไร

เมื่อเดินวนๆ จนถึงยอดซะที ก็จะเจอกับวิว 360 องศาของเขาจงซาน ที่สามารถเห็นผืนป่ายาวจนไปถึงตัวเมืองหนานกิง เห็นสุสาน

ทำให้เห็นความยิ่งใหญ่ของประวัตศาสตร์จีน ของเมืองหนานกิง ที่ผ่านมานับพันปี จนสมัยใหม่ สู่ประเทศจีนได้ในปัจจุบันเลยทีเดียว

Dapaidang Restaurant

Metro Line 2 : Xiejiekou Station

ตั้งอยู่ใน Nanjing Deji Plaza Shopping Center เป็นเส้นทางเดียวเขตเขาจงซาน ใครมาเที่ยวแถวนี้ แนะนำให้มาทานอาหารที่นี้ได้

ร้านจัดแต่งได้สวยงามมาก จะมีคนเต็มร้านเกือบตลอด ในตอนกลางวัน มีการต่อคิวกันเลย

อาหารที่ร้าน Dapaidang จะเป็นอาหารหนานกิง ที่มีการปรับปรุง หน้าตาและรสชาติให้อร่อยและดูดีมากกว่า ร้านอาหารหนานกิงทั่วๆไป

อย่างเป็ดเค็ม ที่เป็นของขึ้นชื่อของหนานกิง อย่างที่นี้ตัวจะค่อนข้างใหญ่และรสชาติไม่เค็มจัดเหมือนที่อื่นเลย

บะหมี่แยกเส้น ที่เวลากินต้องไปจิ้มกับซุปก่อนกิน ก็อร่อยอีกแบบหนึ่ง

อาหารจานนี้ ไม่รู้คืออะไร แต่ค่อนข้างแปลก เป็นแคนตาลูป คลุกกะ อะไรไม่รู้คล้ายเฉาก๊วย แต่มีออกรสขมๆ ให้รสชาติที่แปลกใหม่ไม่เคยกินมาก่อน

จานนี้ก็อร่อย ลักษณะคล้ายบะจ่างที่ข้างในเป็นหมูสามชั้น

ซุปใส่หอยหอย และถั่ว พอขนๆข้างใน ยังมีพวกหัวไชเท้า และผักอื่นๆอีก รสชาติเหมือนน้ำซุปของจีน ที่รสชาติค่อนข้างจืดๆ ไว้ซดคล่องคอดี

จานนี้เป็นเต้าหู้ซอยโรยด้วยผักซอยและกุ้งหอย แล้วราดด้วยน้ำซอสซีอิ๊ว จานนี้อร่อยเลย ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถซอยเต้าหู้ให้เป็นเส้นได้

ปิดท้ายด้วยขนมผักกาด ที่ราดด้วยน้ำซอสหวานๆ อร่อยมากๆ ขนาดอิ่มจากการกินหลายๆจานก่อนหน้านั้นแล้ว ยังสามารถกินได้อีกตั้งหลายชิ้น

ใครมาหนานกิงบอกเลยว่าห้ามพลาดร้านนี้!

ตลาดฟู่จื่อเมี่ยว Fuzimiao Market

นั่งรถบัสสาย 4, 7, 15, 31, 40, 44, 62, 304

หรือ Metro ลง Sanshanjie Station แล้วเดินมาเรื่อยๆได้

ตลาดฟู่จื่อเมี่ยว เดิมเป็นที่คัดสมัครของจงหงวน แล้วต่อมาก็มีการสร้างวัดขงจื้อขึ้นมา และก็มีตลาดเกิดขึ้น มีร้านค้าขาย ร้านอาหาร ของฝาก ของที่ระลึก

ใครอยากช๊อปของฝากของที่ระลึก หรือของแบรนเนม ให้มาที่ตลาดฟู่จื่อเมี่ยวได้เลยรับรองมีครบทุกอย่าง

มีหมดทุกอย่าง ของธรรมดาๆ ที่แบบจีนๆ ยันของแบรนด์เนม

พวกของฝากที่ขึ้นชื่อก็จะเป็นเป็ดเค็ม กับพวกที่ใช้ขงจื้อเป็นสัญลักษณ์ มีหลายอย่างที่ทำเป็นรูปสื่อถึงขงจื้อเต็มไปหมด

มาสคอตที่นี้ยังเป็นขงจื้อเลย

วัดขงจื้อ ที่ข้างในมีรูปปั้นขงจื้อที่ทำจากทองแดงอยู่ข้างใน ช่วงกลางคืนจะมีการจัดไฟแสงสีสวยงาม เสียค่าเข้า 30 หยวน

แต่น่าเสียดายเราเข้าไปทัน ปิดตอน 3 ทุ่มซะงั้น

ในบริเวณตลาดจะเห็นชายชุดเหลือง ที่รับจ้างลากรถพาเที่ยวในตลาด ชมจุดต่างๆ สามารถนั่งได้ 2 คนต่อคัน แต่ไม่ทราบราคาเหมือนกัน

และจุดเที่ยวอีกอย่างที่ทุกคนต้องมีลอง คือเที่ยวล่องแม่น้ำฉิงหวย เป็นแม่น้ำสายประวัติศาสตร์ที่สมัยก่อนใช้เป็นเส้นทางขนส่งสายหลัก

ค่าล่องเรือตกคนละ 60 หยวน ล่องเรือไปตามแม่น้ำที่มีการแต่งไฟแบบจีนๆ มีการแสดง จัดแสงตลอด 2 ฝั่งคลอง

บางจุดก็ดูสวยด้วย แต่บางจุดก็ดูหลอนๆไงไม่รู้ ใช้ชุดจีนรำอยู่คนเดียวในที่มืดๆ ฮ่าๆ

แถมบางจุดก็มีเป่าแซ็กโซโฟนซะงั้น ก็ให้อารมณ์จีนๆ ดีมีโอกาสก็ควรมาล่องแม่น้ำดู

สะพานข้ามแม่น้ำแยงซีเกียง หนานกิง

เดินทางด้วย รถบัส สาย 1, 67, 69, 149, 175 และ 809 ลงสถานีแยงซีเกียง

สะพานข้ามแม่น้ำแยงซี ครั้งหนึ่งเคยได้รับการบันทึกในสถิติโลกว่าเป็นสะพานข้ามแม่น้ำสำหรับรถยนต์ และรถไฟที่ยาวที่สุดของโลก

เป็นสะพานข้ามแม่น้ำแห่งที่ 3 นับจากสะพานข้ามแม่นำที่เมืองอู๋ฮั่น และฉ่งชิ่ง

ถือเป็นสถานที่สำคัญเชิงประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน โดย จีนคอมมิวนิสต์ ประกาศศักยภาพและแสดงจุดยืนในความทันสมัยในปี 1960

ผ่านการสร้างสะพานสองชั้นสำหรับทั้งรถยนต์และรถไฟซึ่งใช้เหล็กกว่า 100,000ตัน ปูนซีเมนต์ 1 ล้านตัน งบประมาณกว่า 280 ล้านหยวน

และระยะเวลาทั้งสิ้น 8ปี ในการสร้างให้แล้วเสร็จ ที่ล้วนแล้วใช้ความสามารถของคนจีนล้วนๆ

สะพานแห่งนี้ มีอายุกว่า 44 ปีนี้ ตกแต่งด้วยรูปปั้นและสัญลักษณ์ตามลัทธิเหมาเจ๋อตุง

รูปปั้นผู้ใช้แรงงาน ชาวนา และทหาร ซึ่งถือหนังสือสีแดงเล่มเล็กๆ หัวสะพานทั้งสองด้านยังประดับด้วยธงแดง

ยามค่ำคืนสะพานจะสว่างไสวไปด้วยดวงไฟกว่า 1,000 ดวงที่ส่องสว่างไปทั่วพื้นน้ำ ราวกับสายรุ้งที่พาดผ่านและตรึงแม่น้ำแยงซีไว้ ได้อย่างงดงาม

อนุสรณ์สถานรำลึกสงครามหนานกิง (The Memorial of the Nanjing Massacre)

Metro Line 2 / Yunjinlu Station Exit 2

ค่าเข้า ฟรี!!

ใครๆพูดถึงหนานกิงก็คงต้องนึกถึงเรื่องสงครามหนานกิงเป็นอย่างแรก แน่ๆ

สถานที่นี้จัดสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่สงครามหนานกิงที่มีผู้เสียชีวิตเป็นแสนคน

บอกเลยว่าเป็นสถานที่เกี่ยวกับสงครามที่ทำให้เรานึกถึงและหดหู่มากที่สุด ว่าเคยเกิดเรื่องแบบนี้ในโลกนี้ด้วยหรอ

สถานที่นี้จึงให้ค่อยเตือนว่าอย่าให้มีสงครามเกิดขึ้นอีก เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีกต่อไป

เนื้อที่อนุสรณ์สถานมีความใหญ่โตมาก สามารถใช้เวลาเดินได้เป็นวันๆ

(รูปถ่ายช่วงหนานจิงถ่ายด้วยไอโฟนทั้งหมด ตอนแรกนึกว่าถ่ายไม่ได้จึงเก็บกล้องไว้ในรถ แต่จริงๆเอาไปถ่ายได้ครับ)

จุดแรกที่เข้ามาจะเห็นอาคารรูปร่างเหมือนโมเดริ์น บางคนบอกเหมือนสายฟ้าฟาด บางคนก็บอกว่าเหมือนรูปร่างดาบปลายปี

ระหว่างทางเดินด้านหน้าจนถึงทางเข้า จะมีประติมากรรม ที่แสดงเรื่องราวต่างๆ และมีการบรรยาย จนให้นึกถึงเหตุการณ์นั้น

เมื่อผ่านทางเข้ามา จะเป็นลานกว้างๆ และอาคารสร้างแบบสไตล์ Modern Minimal และมีหินที่สลักเรื่องราวของสงคราม บ่งบอกเล่าเรื่องต่างๆ

เมื่อเข้ามาอาคารจัดแสดงหลัก ก็เจอฝูงคนมากมายอยู่ข้างใน ข้างในจัดแสดงรูปภาพเรื่องราวต่างๆ

หลายๆภาพไม่มีการเซ็นเซอร์ มีรูปคนตายมากมาย รูปสงคราม แสดงถึงความโหดร้ายของสงคราม

มีจัดแสดงสิ่งของต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสงคราม ซึ่งได้มาจากการรับบริจาคจากชาวบ้านที่บริจาคเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งนี้

และมีการขุดค้นพื้นที่ต่างๆ ตรงนี้จะพบโครงกระดูกมากมาย มีคนเขาบอกมาว่า ณ จุดๆตรงนี้ไม่ว่าพื้นที่ไหนๆก็ตาม

สามารถขุดเจอโครงกระดูกได้หมด คือมีโครงกระดูกเป็นหลักแสนอยู่ใต้อนุสรณ์แห่งนี้นั้นเอง

รายชื่อของคนที่ได้ประสบกับสงครามครั้งนี้ จะเห็นว่ามากมายเหลือเกิน

และนอกเหนือจากอาคารหลัก ก็ยังมีจุดชมเรื่องราวต่างๆของสงคราม มีอนุสาวรย์สันติสุข แบบของที่อื่นด้วย

แต่เสียดายเวลาเรามีจำกัดเลยทำให้ได้เดินชมเพียงเท่านี้ มีโอกาสครั้งหน้าจะใช้เวลาให้มากกว่านี้กับสถานที่นี้

ใครหนานกิงไม่ควรพลาด ด้วยประการใดทั้งปวง แนะนำเลย

เมืองอู่เจิ้น (Wuzhen)

มีการเดินทางจากหนานกิง 2 วิธี คือ

1.Nanjing Railway Station → High-speed Train to Tongxiang Railway Station → Bus K282 to Wuzhen Bus Station→ Local Bus K350 to Wuzhen West Scenic Area

เส้นทางนี้จะเร็วกว่าแต่มีการเปลี่ยนการเดินทางบ่อย

2.Nanjing Bus Station →Bus to Wuzhen Bus Station → Local Bus K350 to Wuzhen West Scenic Area

เส้นทางนี้นั่งตรงมาเลย แต่ใช้เวลานานประมาณ 5 ชั่วโมง ใช้ทางนี้ค่อนข้างสบายกว่าเยอะ

http://www.wuzhen.com.cn/english/index.asp สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซด์ของอู่เจิ้น

อูเจิ้นเป็นหนึ่งในหกเมืองโบราณหลักแห่งเจียงหนาน   ชื่อเรียกรวมๆ ดินแดนที่อยู่ตอนใต้ของแม่น้ำแยงซี

ซึ่งก็คือถึงตอนใต้ของมณฑลเจียงซู ตอนเหนือของมณฑลเจ้อเจียง  และหกเมืองโบราณดังกล่าว

ได้แก่ โจวจวาง, ถงหลี่ , ลู่จื๋อ , ซีถาง , อูเจิ้น และหนานสวิ   โดยสามที่แรกอยู่ในมณฑลเจียงซู ส่วนสามที่หลังอยู่ในมณฑลเจ้อเจียง

เมืองอู่เจิ้นเป็นเมืองโบราณอายุมากกว่า 1300 ปี ที่ใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก จนได้สมญานามว่า “นครเวนิชแห่งมณฑลเจ๋อเจียง”

ภายในเมืองอู่เจิ้นยังความงามของแบบดั้งเดิมอยู่ ไม่มีการเพิ่มเติมสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ ยังคงลักษณะเดิมๆไว้อยู่

แต่เดิมหมู่บ้านอู่เจิ้นเป็นของชาวบ้าน แต่รัฐบาลได้มาซื้อไว้หมด และทำการจัดการหมู่บ้านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

โดยยังคงให้ชาวบ้านเดิมยังอาศัยอยู่ได้ โดยจ่ายแค่ค่าน้ำค่าไฟพอตามปกติ แต่ขอให้คงรูปแบบของบ้านโบราณไว้

แต่ภายในบ้างบ้านก็มีความทันสมัยบ้าง มีการตกแต่งให้เหมาะกับการอาศัยในปัจจุบัน แต่ยังคงรูปลักษณ์ภายนอกไว้

และให้แต่ละบ้านที่อยากอยู่มาทำงานในหมู่บ้าน กลายเป็นการสร้างงานให้ ยังมีอาชีพเดิมๆ ของคนนั้นอยู่

ไม่ว่าจะทำพัด ทำรองเท้า หมักของดอง ทำอาหาร สารพัด ยังคงมีคนที่เคยอยู่บ้านหลังนั้น และทำงานนั้นจริงๆอยู่

ถือว่าเป็นการจัดการรักษาหมู่บ้านโบราณได้อย่างดีเยี่ยมจริงๆ ไม่ได้ทับและสร้างใหม่ แต่ใช้วิธีรักษาและปรับปรุงจัดการให้ดีขึ้น

จนจีนยกให้ อู่เจิ้น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับดีเยี่ยมสูงสุดเลยทีเดียว

เมื่อมาถึงเมืองอู่เจิ้น ด้านหน้าจะพบกับลานน้ำพุ กับซุ้มประตู เราเดินเข้าไปด้านในเพื่อซื้อตั๋วเข้าเมือง

เมืองอู่เจิ้น จะแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ West และ East

ฝั่ง West จะคิดราคา 100 หยวน และ East 120 หยวน แต่ถ้าเข้าทั้ง 2 ฝั่งคือ 150 หยวน ถ้ามีเวลาซัก2-3 วัน ก็ซื้อแบบคู่ไปเลย

แต่ถ้ามีเวลาน้อย หรือ อยากเต็มอิ่มแบบ เดินชิวๆ 2วัน 1 คืนแนะนำให้เลือกฝั่ง West ที่เป็นเมืองใหญ่โบราณดั้งเดิม และสวยกว่า

ทั้ง 2 ฝั่งสามารถเดินถึงกันได้ หรือจะนั่งรถบริการไปก็ได้

เมื่อเข้ามาข้างในเราสามารถเดิน ล่องเรือ หรือนั่งรถบริการ ไปตามจุดต่างๆได้ เขาได้จัดการเรื่องบริการได้อย่างดีมากๆ

http://www.wuzhen.com.cn/english/highlights.asp ดูแผนที่ได้ตรงนี้

พอเข้ามาด้านในเมือง แบบ เฮ้ย มันเป็นเมืองโบราณที่สวยมากๆ บรรยากาศเหมือนเราหลุดเข้ามาในอดีต อย่างกับในหนังเลย

แค่เข้ามาก็ประทับใจมากๆ กับความสวยของเมืองแล้ว บ้านเรือนแบบทรงโบราณ เป็นไม้กับปูนสีขาว หลังคำดำ เข้ากับน้ำสีเขียว ที่ให้บรรยากาศย้อนอดีตไปพันปี

ระหว่างเดินตามเมือง ก็จะมีคลองไว้สัญจรผ่านทุกซอกตัวเมือง เห็นเรือที่ค่อยๆพายไปตามลำน้ำ เฮ้ย ดี ไม่คิดว่ามันจะดีขนาดนี้ กับความชิว

เข้าได้ไม่นานเราขอแวะกินอาหารกันก่อนที่ร้าน Yushengguan อยู่แถวๆด้านโรงแรม

เข้ามาบรรยากาศแบบโรงเตี้ยมในหนังจีนเลย นึกถึงพระเอกมาถึงต้องเรียกเสี่ยวเอ้อ สั่งเหล้าและไก่ต้มตลอด

แปปๆอาหารมาเต็มโต๊ะ สารพัด อาหารจะคล้ายกับอาหารจีนโซนตะวันออก เซี้ยงไฮ้

ทีเด็ดเลยคือปูจั๊กจั่น มีรสมันปูเต็มไปทั้งตัวเลย อร่อยจริง

อาหารโซนนี้จะมีอาหารทะเลมาก ไม่ค่อยเจอแบบมันๆ เท่าแถวตอนกลางของจีน คิดว่าน่าจะถูกปากคนไทย

เป็นร้านที่แนะนำให้มากิน

ในอู่เจิ้นยังมีร้านอาหารอีกมากมาย ทั้งเป็นโรงเตี้ยม ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง หรือของกินเล่นให้ลองกินอีกเยอะ

ตามทางเดินจะมีร้านอาหารแบบชาวบ้านทำจริงๆ แบบดั้งเดิมเลย อย่างอันนี้ ขนมอะไรไม่ถูก แต่เคยเห็นขายในเยาวราช

นอกจากนี้อีกอันที่อยากให้ลองคือขนมผักกาดที่อร่อยมากๆ ด้วย ทอดใหม่ๆ แล้วราดซอสออกหวานนิดๆ อร่อย

เมืองนี้บอกไว้เลยนอกจากเสียค่าเข้าแล้ว ขอเตือนให้เตรียมเงินมากินด้วยเพราะของอร่อย แบบโบราณมากมายมาให้ลองชิมเต็มทั่วตัวเมืองไปหมด

ในอู่เจิ้น ไม่ใช่มีแต่ที่เที่ยว ล่องน้ำ หรืออาหารเท่านั้น ยังมีพวกพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน วิถีชีวิตของคนอู่เจิ้นตามแบบโบราณอีกด้วย

เช่น บ้านที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีแต่งงานของคนจีนแถวนี้ ปกติจะเห็นนั่งเกียวกันไปกัน แต่ที่อู่เจิ้นมีเรือส่งเจ้าสาวด้วย

มีชุดแต่งให้ลองแต่งแล้วถ่ายรูปอีก แค่บ้านหลังเดียวก็กินเวลาไปเยอะแล้วในการเยี่ยมชม

อีกบ้านมีพิพิธภัณฑ์รองเท้าดอกบัว เป็นความเชื่อของคนจีนสมัยก่อนที่ว่าผู้หญิงต้องเท้าเล็กจึงจะสวย

ในบ้านจะจัดแสดงรอเท้าหลายร้อยคู่ และมีหุ่นขี้ผึ้งเล่าเรื่องราวด้วย

เดินออกมาด้านหลังของพิพิธภัณ์ประมานโซนด้านเหนือของอู่เจิ้น จะเจอกับทุ่งดอกไม้สีม่วง ที่กว้างใหญ่มาก

เฮ้ย นี่เราวาปมาอยู่ญี่ปุ่นหรือไงกัน ยังกะอยู่ทุ่งแถวฮอกไกโด เป็นจุดที่ประทับใจมาก ไม่คิดว่าจะเจอแบบนี้ที่จีนเลย

จากการเดินมาจนบ่ายแล้ว ดูแผนที่ ยังเดินได้แค่ 20% ของพื้นที่ทั้งหมด นี้แค่ฝั่งตะวันตกเองนะ คิดดูทั้งเอาสองฝั่งเลย คงใช้เวลา 3 วันแน่ๆ ว่าจะเที่ยวจะทั่ว

แต่งั้นเราก็ไม่รอช้า ไปเที่ยวในเมืองต่อ เดินไปเรื่อยๆ มีจุดถ่ายรูปสวยๆเต็มไปหมดเลย อยากอยู่ที่นี้หลายๆวัน

มีหอคอย จุดเที่ยว

มาที่นี้ อย่าลืมนั่งเรือชมเมืองเด็ดขาด ล่องชมบ้านเมือง วิถีชีวิต

เรือก็ค่อยๆแล่นไปไม่รีบร้อนอะไรเลย ชิวๆ อากาศเย็นๆ นี่จะดีมากเลย วันนี้อากาศร้อนอบอ้าว ฝนจะตก

แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรกับความสวยขนาดนี้ของอู่เจิ้นเลย บรรยากาศดีขนาดนี้ความร้อนก็ไม่เท่าไรแล้ว

ไม่รู้จะบรรยายเยอะไปทำไม ชมภาพเลยกว่า บรรยากาศดีขนาดไหน

ตกเย็นเราเข้าที่พักของเรากันในอู่เจิ้นมีที่พักเยอะแยะ เป็นสิบโรงแรม ถูกยันแพง โฮลเทลก็มีนะ น่าลองพักดู

http://www.wuzhen.com.cn/english/hotelx.asp ลองกดเข้าไปดูในนี้นะ

ที่พักของเราที่อู่เจิ้นคือโรงแรม Riverside เป็นโรงแรมที่สวยมากๆ ใช้โครงสร้างเดิมๆของหมู่บ้านมาตกแต่งให้ดูดีเหมือนจีนในยุคสมัยใหม่

ทานอาหารเย็นเสร็จ เราก็มาเดินเล่นต่อในเมือง จะบอกเลยว่าความเจ๋งของอู่เจิ้นไม่หมดเพื่อเท่านี้

ความเจ๋งของเมืองนี้มันเพิ่งเริ่มตอนกลางคืน บรรยากาศเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ

ยังคงมีเรือพายให้นักท่องเที่ยวอยู่ แต่ที่ตื่นตาใจมากที่สุดคือที่นี้จัดไฟแบบไม่จีน! คือไม่ใส่สีแดง ม่วง เขียว แต่งจัดๆ

แต่ที่นี้เลือกจัดแสงอ่อนๆ สีส้ม ไฟสลัวๆ นึกถึงญี่ปุ่นเลยที่จัดเมืองไฟแบบนี้้ แต่ที่นี้มันจีน เมืองโบราณที่จัดไฟแบบญี่ปุ่น ช่างดีงาม

ความสวยอย่างพอเหมาะพอเจาะ มันมีจริงๆในจีน สวยประทับใจมากๆกับเมืองนี้ สมกับที่ได้รางวัลสถานที่เที่ยวในจีนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งเลย

ภายในเมืองพวกร้านต่างๆก็ยังคงเปิดอยู่สามารถเดินเที่ยวชมได้ตลอด

อีกร้านที่สร้างสีสันให้กับเมืองนี้ตอนกลางคืนคือร้านขายโคมไฟ เวลาเดินในเมืองจะเห็นคนถือโคมไฟเดินไปเดินมาเต็มไปหมด

มันมาจากร้านนี้เอง ช่วยสร้างบรรยากาศเมืองโบราณเข้าไปอีก

ซัก 3 ทุ่มร้านต่างๆจะเริ่มปิดร้าน แต่ความน่าสนใจก็ไม่หมด คือขนาดปิดร้านยังใช้วิธีปิดแบบโบราณ ใช้ไม้แผ่นค่อยๆปิดทีละบ้าน

เป็นหมู่บ้านที่ทำให้เรารู้สึกหลงกับย้อนไปในอดีตได้ตั้งแต่แรกเข้าจนจบ เจ๋งมาก ขอปรบมือให้กับเมืองนี้เลย ควรเที่ยวมาก

ถึงร้านอื่นจะปิด แต่ยังมีบ้างโซนที่ยังคงเปิดตอนดึกๆ เช่นพวกคาเฟ้ บาร์ ร้านเหล้า มีตั้งแต่แบบดูดีๆ ยันร้านเหล้าแบบโบราณๆเลย

แล้วก็จบกับค่ำคืนที่เมืองอู่เจิ้น เป็นเมืองที่สามารถเที่ยวได้ตลอด 24 ชม.เลยทีเดียว มีกิจกรรมมากมายไม่รู้จบ มาแล้วคุ้มค่ามาก

เช้าตรู่เราก็เดินออกมาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศเมืองตอนเช้า มีฝนตกจางๆ หมอกขึ้นนิดหน่อย ร้านต่างๆยังคงไม่เปิด แต่ก็ยังคงได้อารมณ์แบบเมืองเก่าสงบๆอยู่ดี

และแล้วการเดินทางของเราก็จบลงกับทริปเดินทางย้อนรอยประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เรื่องราวจากหนานกิง ถึงอู่เจิ้น ใช้เวลาแค่ไม่กี่วัน

แต่สามารถรุ้สึกถึงความเป็นจีนตั้งแต่พันปีก่อนจนถึงสมัยใหม่ได้ อย่างคุ้มค่าที่ได้มาเยือนที่นี้

มีโอกาสหน้าอยากจะมาลองเที่ยวแถวนี้ให้เยอะกว่านี้ มันมีความน่าสนใจอยู่ในทุกๆเมือง

เห็นอย่างนี้แล้วใครยังจะบอกยี๋กับประเทศจีนบ้าง ประเทศนี้น่าสนใจกว่าที่ฟังเขาเล่าเยอะ มาเที่ยวกันเถอะ

ขอขอบคุณสายการบิน Nokscoot ที่ได้ทำให้เกิดทริปนี้ขึ้นมา แล้วพบกันใหม่ในโอกาสหน้า

ขอบคุณครับ

 

 

Facebook Comments