02 - Japan, Asia, Japan, Trick & Tips

Japan North – South : EP0 How to?

สวัสดีอีกครั้ง ตามคำเรียกร้องค่ะ (ใครเรียกร้อง 55) โอเค เอาเป็นว่า อยากทำด้วยความเพียรของตนเอง และสำหรับคนอื่นๆที่มีเป้าหมายอยากไปญี่ปุ่น อยากลองและสงสัยอะไรหลายอย่าง เนื่องจากตามธรรมเนียมค่ะ เราต้องมีสาระกันบ้าง ชี้แจงแถลงไขกันล้วนๆ ในฐานะพันทิพก็เคยให้ข้อมูลเรามาก่อน ได้เวลาตอบแทนบุญคุณแสนกตัญญู 555

ดังนั้นเชิญพบกับสาระการเรียนรู้ภาคญี่ปุ่น ได้เลยค่าาา

รีวิวนี้จะแบ่งเป็นทั้งหมด 7 ส่วนค่ะ

00 – รู้จักพวกเรา (ส่วนขายของนี่เองหน่ะ)
01 – รู้จักธรรมชาติของแต่ละเมือง (การเดินทางล้วนๆ ไม่มีมาสอนชมวิวทิวทัศน์นะ)
02 – รู้จักกับ JR / JR PASS เอาแบบชีวิตนี้ต้องบุคมาร์กอะ !!
03 – รู้จักกับ hyperdia.com ตัวช่วยโคตรสำคัญในการนั่งรถไฟ
04 – วางแผนการเดินทาง
05 – เส้นทางการเดินทาง (เอามาให้ลอกนั่นแหละ)
06 – ปัญหาต่างๆ (พูดญี่ปุ่นไม่ได้, กลัวหลง, รถไฟนั่งยาก ฯลฯ)

หลังจากจบพาร์ทสาระ ก็ยังมีพาร์ทเฉพาะนั่งรถไฟอย่างเดียวอยู่ ติดตามต่อด้านล่างนะคะ : )

 

00 – รู้จักพวกเรากันก่อน

ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนค่ะ พวกเรากลุ่ม Go!Graph เริ่มต้นออกเดินทางครั้งแรกเมื่อเรียนจบ เป้าหมายแรก
ของการเดินทางไกลในชีวิตด้วยตัวเองคือ นั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปจนถึงทิเบต เราทำสำเร็จไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
การเดินทางครั้งนั้นได้อะไรหลายอย่าง เปิดมุมมองบนโลกใบใหม่ เห็นอะไรที่แตกต่างจากเดิม
และมีผลทำให้ความคิด ชีวิต เราเปลี่ยนไปเยอะเลย แถมมีหลายคนชื่นชอบ เอาเป็นแรงบันดาลใจ
พวกเราดีใจมาก

( ติดตามเรื่องราวของ season1 นั่งรถไฟไปหลังคาโลก –
แบบเต็มได้ที่ http://www.go-graph.com/?cat=3 ค่ะ)

หลังจากนั้นเราจึงมีความตั้งใจว่า สักวันเราจะเห็นโลกให้ครบ จึงเข้าสู่โหมดโลกปกติ ทำงานประจำ เก็บเงิน
เพื่อจะออกเดินทางด้วยลำแข้งของตัวเอง แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะออกเดินทาง
เป้าหมายสูงสุดในตอนนั้นคือ การได้ไปประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก มันเป็นความฝันมาก
ถ้าไปทั้งทีก็ต้องไปให้อิ่ม เราจึงเลือกออกเดินทางไปญี่ปุ่น 1 เดือน นั่งรถไฟตั้งแต่เหนือจรดใต้ เอาให้เอียนญี่ปุ่นกันไปเลย
และแล้วทริปนี้ก็เริ่มขึ้น ที่กรุงเทพ – เซี่ยงไฮ้ เพราะบินไปต่อเครื่องด้วยราคาสุดประหยัด
งบประมาณการเดินทาง : 120,000 / คน / 25 วัน
อ่านได้ที่ http://www.go-graph.com/?cat=5

อะขอขายของอีก ขออัญเชิญไปกดไลค์แฟนเพจที่ https://www.facebook.com/GoGraph เลยค่าาา


 

01 – รู้จักธรรมชาติของแต่ละเมือง 

ขั้นแรกก่อนการเดินทางค่ะ
เรามาเริ่มต้นรู้จักญี่ปุ่นกันก่อน จากแผนภาพค่ะ ญี่ปุ่นแบ่งเป็น 9 ภูมิภาค (แบ่งตามสีนั่นแหละ)
ไอพวกตัวเลขอะไม่ต้องไปจำมันหรอก ประเด็นคือ อยากไปไหน มู้ดไหน
อยากเจออะไรคุณควรจะค้นหาสิ่งนั้น เพื่อความฟินของชีวิตค่ะ
ไอพวกตามไกด์ทัวร์หรือข้อมูลปกติทั้งหลายตามเวบชักชวนเที่ยวญี่ปุ่นบอก อากาศเอย แลกเงิน ปลั๊กไฟ
ไรพวกนี้ ศึกษากันเองนะคะ 555 กูเกิลมีบอกหมดแล้วค่ะ

จากภาพตามสี เขาก็บอกอยู่ละว่าสีไหนมีอะไรเด่น พวกฮิตๆทั้งหลาย

– ฮอกไกโด (ม่วงบนสุด) – มาฤดูหนาวก็จะเจอหิมะ อากาศดี อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ วิวงาม ไปแล้วฟิน
– โทโฮคุ – อารมณ์ภาคกลาง เน้นป่า ออนเซ็น หุบเขา วิวงาม เหมาะกับการชิวๆ สวยๆ
– คันโต – อันนี้โคตรกลางสุดยอด เมืองฮิตก็โตเกียว ยังไงทุกคนก็ต้องไปอ่านะ
– ชุบุ – พื้นที่เยอะ ก็พวกป่าเขาลำเนาไพรอีกเช่นเดิม ลิงแช่ออนเซ็น หมู่บ้านชาวนาไรงี้
– คันไซ – อันนี้ก็ดังพอๆกับคันโต โอซาก้า นารา เกียวโตก็อยู่ตรงนี้ทั้งนั้น ใครๆเขาก็ไปกัน
– ชูโกกุ – เป็นโซนที่คนไทยไม่ค่อยไปกัน มีทะเลทรายด้วยนะ เมืองก็คล้ายๆกัน มีเกาะไรงี้
– ชิโกกุ – อันนี้ขอเรียกว่า Unseen Japan ที่สุด ใครไปญี่ปุ่นบ่อยจนไม่รู้จะทำอะไรเขาก็ไปเกาะนี้กัน มีรถไฟข้ามไปได้นะ
– คิวชู – ภาคใต้นั่นเอง อากาศเริ่มอุ่น รถไฟน่ารัก มีบ่อน้ำพุร้อน อบทราย เราชอบภาคนี้นะ
– โอกินาว่า – อากาศนี่ไทยชัดๆ ชอบเห็นในการ์ตูนว่าเขาจะชอบไปเที่ยวกันหน้าร้อน อันนี้ขอข้าม

เอาจริงๆ แล้วมองรวมๆก็จะคล้ายๆกันค่ะ แต่แต่ละที่ก็จะมีเสน่ห์ของตัวเองออกไป ทั้งคน สถานที่ สำเนียง
ของดีของเด่นแต่ละเมือง รับรองว่าไม่เบื่อ สะอาด ปลอดภัยหมด

 

ประเด็นของสิ่งที่จะเล่าในส่วนนี้คือ ก่อนที่เราจะไป
สมมติว่าเราเลือกได้ละว่าอยากไปที่ไหนเมืองไหน
สิ่งที่ควรศึกษาต่อมาคือ การเดินทางในเมืองๆนั้นค่ะ
มันไม่ได้ง่ายเหมือนกรุงเทพว่าแบบแท็กซี่โบก
เพราะแท็กซี่ที่นั่นแพงไง ทางดีที่สุดคือ เราควรใช้ขนส่งมวลชน
โดยเฉพาะอย่างย่ิง รถไฟค่ะ
แทบทุกเมืองมีการพัฒนาในส่วนนี้ ถ้าไม่มีรถไฟก็มีรถบัส ถ้าไม่มีบัสก็มีรถราง

พวกเมืองใหญ่ (โตเกียว โอซาก้า เกียวโต ฟุกุโอกะ ซัปโปโร นาโงย่า) – มีรถไฟใต้ดิน และรถบัส
พวกเมืองปกติ (ฮาโกดาเตะ ฮิโรชิมา นางาซากิ คุมาโมโต คานาซาว่า) – มีรถบัส ไม่ก็รถรางค่ะ ก็คล้ายๆกัน

หลังจากเรารู้แล้วว่า เมืองที่เราไปเขาเดินทางด้วยวิธีไหนกัน ด้วยขนาดพื้นที่ด้วย
เมืองใหญ่ก็จะมีพาหนะเยอะ เมืองเล็กๆก็เดินเท้าเอาก็ครบละ สิ่งที่ควรรู้ในส่วนนี้ก็มีประมาณนี้แหละ

ประเด็นหลัก : ตัดสินใจให้ได้ว่าไปเมืองไหน – พุ่งเป้าไปที่เมืองนั้น – ดูว่าเขาใช้การเดินทางแบบไหน 

 

หลังจากที่เรารู้จุดมุ่งหมายของเราละ แต่ละเมือง มีการเดินทางยังไง – มีบัตรลดราคาอะไรมั๊ย
(ยิ่งตามพวกเมืองใหญ่ๆ มักจะมีพวก 1 daypass อยู่แล้ว) เราก้ลองยกตัวอย่างมาให้ดูนะคะ

โตเกียว 

โตเกียวถ้านั่งรถไฟจะยั้วเยี้ยมาก (ที่ทุกคนงงกันหมด) แต่ไม่ต้อง งงค่ะ
เราขอข้ามวิธีการเดินทางจาก นาริตะ ฮาเนดะ นั่งรถไฟ express ไรงี้เลยนะคะ น่าจะหากันได้
สรุปจริงๆ ใจความหลักของโตเกียวคือ ที่เห็นยั้วเยี้ยขนาดนี้
มันมีทั้งหมด 3 ยี่ห้อค่ะ (ดูตามภาพค่ะ)

1. JR – เส้นสายสีเทาเล็กๆ นั่นคือ JR จะแทรกซึมไปทั่ว และเส้นปะขาวดำคือ JR Yamanote เส้นฮิตที่วิ่งผ่านพวกจุดสำคัญเยอะแยะมาก
2. Tokyo Metro – ยี่ห้อนี้มีเส้นทางเยอะค่ะ โลโกที่เห็นบ่อยๆคือตัว M สีฟ้า ก็จะแทรกไปตามจุดต่างๆ มากมาย
3. Toei – โลโกเป็นใบไม้สีเขียว น่าจะคุ้นกันอยู่ ยี่ห้อนี้ก็วิ่งเส้นทางแปลกๆเยอะ

ทั้ง 3 ยี่ห้ออาจจะมีการเชื่อมต่อคล้ายๆกัน บางทีจุดบอก Shibuya มีหลายยี่ห้อ ถ้าจะเปลี่ยนยี่ห้อ
เปลี่ยนสถานี ก็ต้องเดินหาตามป้ายหน่อยค่ะ
นอกจากนี้ก็ยังมีพวกรถไฟพิเศษต่างๆ (อย่างรถไฟไม่มีคนขับที่โอไดบะ ก้ต้องซื้อบัตรแยกเอา)

ทีนี้ ในโตเกียวก็มี 1 day pass หลายแบบให้เราเลือกมากกกก

1. Tokunai Pass
730 เยน – ใช้ขึ้นรถไฟ JR ได้ทั้งใจกลางเมืองโตเกียว จะกี่รอบ ก็ได้ภายใน 1 วัน –
ถ้ายังอยู่ในโตเกียวแต่เลยไปพวก คาวาซากิ ไซตามะ แบบนั้นไม่นับนะคะ
เพราะเขาจะมีแผนที่ของโตเกียวรอบนอก แทรกอีกรอบว่า อิตั๋วนี้มันใช้ได้เฉพาะโซนสีชมพูเท่านั้นนะ

2. Tokyo Metro 1 day 
710 เยน – ใช้ขึ้นรถไฟยี่ห้อ Tokyo Metro ได้ทั้งหมด จะกี่รอบก็ได้ภายใน 1 วัน

3. Toei & Tokyo Metro 1 day
1000 เยน – ใช้ขึ้นรถไฟของยี่ห้อ Metro และ Toei ได้

4. 1 Day Tokyo Free Kippu
1580 เยน – อันนี้โหดสุด มีแล้วสามารถขึ้นรถไฟยี่ห้อไหน สายไหน กี่รอบก็ได้ ภายใน 1 วันได้ทั้งโตเกียว (คือ 1+2+3 นั่นแหละค่ะ)

ส่วนใหญ่แต่ละเมืองก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ แต่โตเกียวน่าจะซับซ้อนสุดเพราะมีหลายยี่ห้อ
เราก็เลือกกันไปว่าแผนการเดินทางเราเป็นยังไง
ใช้อะไรคุ้มที่สุด ชีวิตก็จะง่ายและถูกขึ้นค่ะ

นอกจากนี้ในอนาคตอาจจะมีบัตรอะไรพิเศษเพื่อให้การเดินทางง่ายขึ้นมาอีกเยอะ ต้องลองศึกษากันดูต่อไป

 

02 – รู้จัก JR PASS และ JR

จากส่วนที่แล้ว สมมติเลือกได้แล้วว่า โหยมันเดินทางไกลมาก
ยิ่งไกลค่ารถยิ่งแพง นั่งรถไฟข้ามเมืองนี้
ญี่ปุ่นเขาก็เลยคิดสิ่งนี้มาทำให้ชีวิตเราดีขึ้นค่ะ

JR PASS หรือ JR RAILPASS หรือ ALL JR PASS

มันคืออัลไล ? 
มันคือบัตรบุฟเฟต์ นั่งรถไฟทั้งประเทศญี่ปุ่น พูดง่ายๆ คือจะนั่งรถไฟขบวนไหนก็ได้ของยี่ห้อ JR ทั้งหมด กี่รอบก็ได้ จะไปไหนก็ได้
ภายใต้จำนวนวันที่เราซื้อไป 7 / 14 / 21 วัน แล้วแต่ความรวยนะคะ คือถ้าแบบอยากแนว
นั่งรถไฟจากฮอกไกโด ลงมาคิวชู นั่งไปนั่งกลับทั้ง 21 วันก็ได้ (ถ้าอยากทำ เพื่อ?)

ซื้อไปคุ้มมั๊ย ?
อยู่ที่ว่าทริปเรา นั่งรถไฟบ่อยแค่ไหน เหตุการณ์ตัวอย่าง
1. ไปโตเกียว อยู่โตเกียว 10 วันไม่ไปไหนเลย ช็อปปิ้งมันทุกวัน – จะซื้อเพื่อ ไม่ได้นั่งรถไฟอะไรเยอะเล้ยยย
2. ไปโอซาก้านั่งไปเกียวโต 1 วัน นอกนั้นอยู่โอซาก้าหมดเลย – จริงๆซื้อ osaka pass จะดีกว่านะ
3. นั่งตั้งแต่เหนือยันใต้ รักการนั่งรถไฟมาก – ซื้อเถอะมันคุ้มจริงๆ
4. นั่งรถไฟไกลเหมือนกันนะ อย่างจากโตเกียวไปฟูจิงี้ ไปโยโกฮามางี้ – ลองเช็คว่าถ้าภูมิภาคมันติดกัน เขามีขาย JR แบบแยกภูมิภาคด้วยค่ะ

จริงๆแล้วเราว่าเหมาะกับ พวกที่นั่งรถไฟยาวๆ ทางไกลๆ โตเกียว โอซาก้า เกียวโต
แล้วเกือบแทบทุกวันนั่งรถไฟ ย้ายเมืองบ่อย ย้ายภูมิภาคบ่อย อยากนั่งชินคันเซ็น
* เอาจริงๆ ควรเช็คราคาค่ะ เพราะตามหลักมนุษย์น่าจะคิดได้เองว่า ซื้อไปหน่ะคุ้มมั๊ย ? 

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ JR PASS
– นั่งได้เฉพาะยี่ห้อ JR เท่านั้น (รถไฟ JR, JR Ferry, JR Bus)
– เปิดบัตรแล้วเปิดเลย ต้องใช้ติดต่อกันเท่านั้น (เช่น 7 วันคือ ใช้ 7 วันติดเลย ไม่มีการเว้นวรรคให้)
– บัตร JR ยังยกเว้นรถไฟที่เร็วที่สุด ขบวนชินคันเซ็น nozomi (แต่ถ้าอยากนั่งก็ยังมีชินคันเซ็นอื่นๆอีก และไปจุดหมายเดียวกันอีกเยอะ)
และ รถไฟตู้นอนไฮโซทั้งหลายที่จากโตเกียวไปซัปโปโร (ขบวนชื่อ Hokutosei)
– คนญี่ปุ่นซื้อไม่ได้นะจ๊ะ ไม่งั้นการรถไฟทั้งประเทศจนพอดี
– ต้องซื้อที่ไทยเท่านั้นนะจ๊ะ (ถ้าใครอยู่ประเทศอื่นก็ไปซื้อที่ประเทศนั้น)
– ซื้อเอาที่ญี่ปุ่นไม่ได้นะจ๊ะ !!

 

อ่านแล้วไม่เก็ทเลย แล้วไงต้องไปซื้อที่ไหน ?
เรียนเชิญไปอ่านที่ http://www.his-bkk.com/th/japan_rail_pass.php เลยค่ะ
ส่วนซื้อที่ไหน จะมีเอเจนซี่ขายอยู่เยอะแยะ ราคาก็พอๆกันหมด ส่วนพวกเราซื้อที่ H.I.S ค่ะ

หลังจากเข้าไปอ่านในเวบเสร็จก็จะเกิดความสงสัยดังนี้

– งี้ ไปทั้งฮอกไกโด ทั้ง คันโต ซื้อแยกๆกันหมดไม่ดีกว่าหรอ
ก็ได้หมดนะ ก็ต้องมาคำนวณว่าอะไรคุ้มที่สุด

– Green Car นี่คือยังไง ต่างจากธรรมดายังไง
1. แพงกว่า 2. ไฮโซกว่า ดีกว่า 3. ความสะอาดพอกัน ไปถึงได้เหมือนกันเพราะอยู่ขบวนเดียวกัน แค่คนละโบกี้

– ถ้าจะเที่ยวแต่คิวชู (ภาคใต้) ต้องซื้อ JR PASS รึเปล่า
จริงๆแล้ว JR เขาอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นอีกคือมีการแยก PASS แต่ละภาคไว้ให้ คือถ้าเราไม่ได้เที่ยวทั้งประเทศจริงๆ
ตั้งใจเจาะเฉพาะภาค เขาก็มีให้ อย่างเขามี JR Kyushu 3 วัน 14000 เยน อย่างนี้ วันจะยิบย่อยกว่าและถูกกว่า ALL JR PASS

คิดว่าข้อมูลเท่านี้น่าจะพอเก็ทเกี่ยวกับ JR PASS ขึ้นมาละ
ถ้าใครมีอะไร สอบถามเพิ่มเติมได้ในเพจหรือในนี้พิมพ์ทิ้งไว้ก็ได้ค่ะ : )

 

03 – รู้จักกับ hyperdia.com

อ้าว งี้รู้แล้วว่าอยากไปเมืองอะไร รู้ว่าซื้ออะไรคุ้มแล้ว แล้วจะดูตารางรถไฟได้ยังไง ?
ญี่ปุ่นเขาก็เลยมีสิ่งนี้ค่ะ เว็บเช็คเวลารถไฟทั้งหมดของประเทศเขา ทุกขบวน ทุกเวลา ไม่มีพลาด
นั่นคือเวบไซต์ hyperdia.com ความเด็ดของเวบนี้ขอสรุปเป็นข้อๆเลยว่า

– ถ้าไม่มีเวบนี้ จะทำให้การนั่งรถไฟยากขึ้นมาก และต้องไปนั่งดูหนังสือเล่มหนาๆ คอยอ่านตารางเอา ปวดหัวชิป
– เวบนี้บอกข้อมูลไว้ครบถ้วนสุดๆ ชื่อขบวน เวลาเข้า เวลาออก ชานชาลา อะไร กี่บาท
– ดีที่สุด เป็นภาษาอังกฤษ มีสัญลักษณ์บอกไว้หมด ไม่ต้องแปลให้ปวดหัว
– จองตั๋วไม่ได้นะคะ เอาไว้เช็คเวลาและราคาเฉยๆ ถ้าอยากจองไปจองที่สถานีใกล้บ้านคุณนิ

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น เราลองมาใช้จริงกัน
สมมติ แก๊งโกกราฟอยากนั่งจากโตเกียวไปโอซาก้า (สุดฮิตที่สุด) เราทำไงดี

1. เข้าเวบสิ ก็จะเห็นช่องให้ใส่ข้อมูลของเรา 
ก็ใส่ลงไป โง่ๆ พิมพ์ไปมันก็ขึ้นมาออโต้ถามเราละว่า สถานีนี้ไช่มั๊ย (ฉลาดจริงๆ)
ก็ใส่เวลา นู่นนี่ลงไป กะกะเอาก็ได้ค่ะ อย่าซีเรียสนะไปเที่ยว 555

**** ที่สำคัญ ควรรู้จักชื่อสถานีที่จะลงด้วยค่ะ ขั้นแรกเลย ถ้าชื่อผิด ตายตั้งแต่ต้น ****

 

2. กด enter ปึ้ปปป
ก็มาเจอตารางที่โคตรงงเลย นี่อัลไล พาวเวอร์พอยต์งานรึเปล่า
ใจร่มๆ มาดูทีละจุด ชิวมากกก แล้วจะเก็ท

– Route – คือเส้นทางรถไฟที่โปรแกรมมันเลือกมาให้ มันก็มีทางเลือกหลายเส้นไป เราก็มานั่งดูว่า เส้นไหนเหมาะกับเราสุด ทั้งเวลา ขบวนรถ บลาๆ
– Take Time – ใช้เวลาเท่าไหร่เนี่ย ? ** โปรดระวัง บางสายออกก่อนถึงทีหลังก็มี ตื่นเช้าไปเสียฟรี **
– Total – เสียตังทั้งหมดเท่าไหร่ (แต่ถ้ามี JR PASS ก็ฟรีอ่านะ ไม่ต้องจ่ายละ)
– Time – คือเวลาที่รถไฟออก นี่คือ 7.00 ถึง โอซาก้า 9.47 (ดูที่ตัวเลือกตัวใหญ่ๆพอ)
– ตัวเลขเล็กๆคือ การเปลี่ยนขบวน อย่างอันนี้ต้องไปเปลี่ยนที่สถานี Shin-Osaka ตอน 9.33 แล้วรถไฟออกอีกทีตอน 9.43 เพื่อต่อไปยัง Osaka พูดง่ายๆ คือ
7.00 – รถไฟออกจากโตเกียว
9.33 – ลงมาเปลี่ยนขบวนที่สถานี Shin-Osaka
9.43 – ออกจาก Shin-Osaka
9.47 – ถึงสถานี Osaka ปลายทางของเรา

– สัญลักษณ์สี่เหลี่ยมสีๆ ชมพู ฟ้า เหลือง – บอกเราไปงั้นว่า
สีชมพู D – Departure ออกจากสถานีนี้นะ
สีเหลือง T – Transfer เปลี่ยนขบวนที่สถานีนี้นะ
สีฟ้า A – Arrival ถึงสถานีปลายทาง

– รูปรถไฟ – ไว้เพื่อบอกว่ารถไฟขบวนนี้ มันเป็นยังไง
– รูปรถไฟไฮโซ – ก็ชินคันเซ็นอะ เร็วปรื๋อ
– รถไฟสีเขียว – รถไฟปกติของ JR เขา (สังเกตจากชื่อเอาก็ได้)
– รถไฟสีชมพู – รถไฟของยี่ห้ออื่นที่ไม่ใช่ JR (ถ้าสายไหนที่ JR ไปไม่ถึงหรือ เวลาไม่พอจริงๆ)

– ถ้าเจอรูปคนเดิน – แปลว่า ให้เดินไป ต่อรถไฟไม่ได้ หรือไม่ก็เวลาไม่พอ

– Fare – ราคา แต่ไม่ต้องสนใจหรอก ไปสนใจ Total ราคารวมข้างบนดีกว่าเพราะมันจะมี ค่าธรรมเนียมด้วย ไม่ใช่น้อยๆ
– Seat Fee – บนรถไฟ แต่ละโบกี้จะมีระดับชั้นไม่เหมือนกัน ในนี้เขาก็มีให้เลือก ถ้าเราเลือกถูกก็อาจจะเปลี่ยนราคาได้ค่ะ
– Green Seat – ที่นั่งระดับดีหน่อย ถ้ารวย แต่อย่าเลย เราไปแบบจนๆ
– Reserved Seat – ที่นั่งที่เราจองได้เอง อารมณ์เหมือนโรงหนัง บนตั๋วมีรหัสที่นั่งไว้
– Unreserved Seat – อันนี้ถูกสุด ก็ขึ้นไปหาที่นั่งเอาเอง แล้วแต่บุญกรรมใครทำมา

*** รถไฟแต่ละขบวนจะแยกโบกี้ของระดับชั้นไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ถ้าเราจองไว้ รับรองไม่มีใครแย่งที่
แต่ถ้าไม่ได้จองก็ต้องไปนั่งตู้ที่เฉพาะคนไม่ได้จอง ส่วนการจอง ฟรี ค่ะ ***

– Useful Link – อันนี้ก็ไม่มีอะไร ทำมาขายของเพิ่ม เช่ารถมั๊ย นอนโรงแรมไหน อารมณ์แนะนำนั่นแหละ

 

ถึงตรงนี้ เชื่อว่ามีคนไม่เก็ทซะทีเดียว
มาลองอีกตัวอย่างนึง เวอร์ชันยากขึ้น (ฝึกข้อสอบรึเปล่า?)
อันนี้มีครบทุกสีเลย

ดูตารางนี้ คำแปลคือ 
– 16.44 ออกจากสถานี Tetsudo.. (ชื่อยาวเกิน ขี้เกียจพิมพ์) – นั่งรถไฟ สีชมพู ของเอกชน ไม่รวมใน JR PASS แน่
– 16.47 ถึงสถานี Saitama เปลี่ยนขบวนไปนั่ง Shinkansan Yamabiko
– 16.59 ออกจากสถานี Saitama
– 17.24 ถึงสถานี Tokyo (Arrival Track No.21 คือ รถไฟจอดชานชาลาที่ 21 )
– 17.35 ออกจากโตเกียว
– 17.40 ถึงสถานีปลายทาง Hamamatsucho (สถานีนี้เดินไปโตเกียวทาวเวอร์)

ถ้าใช้ JR PASS จะเสียตัง 180 เยน – เพราะอิรถไฟสีชมพู
ถ้าไม่มีบัตรอะไรเลย จะเสียเงิน 3220 เยน (ดูจาก Total ด้านบน) ค่าธรรมเนียมชินกันเซ็นแพงหน่ะ

สมมติเราเช็คเวลาการเดินทางทั้งทริปเราได้หมดเรียบร้อยแล้ว เทคนิคคือ 
– ถ้าพกมือถือไปให้ snap หน้าตาตารางไว้ เอาไว้ดูกันลืม ไม่ต้องจำให้รกสมอง
– ถ้าง่ายสุด ปรินออกไปให้ครบ ทำเป็น option 1 2 3 ไว้ด้วย
เช่น ถ้าตกรถไฟขบวนนี้ ขึ้นขบวนอะไรต่อ เพราะยังไงเราว่ามีโอกาสตกสูง

** ถ้าตกรถไฟไม่ต้องเครียดค่ะ ญี่ปุ่นมีรถไฟเยอะมาก รอบเยอะมาก ตกก้ต่อขบวนอื่นได้ *** 

น่าจะเก็ทกันแล้วนะคะ ถ้าใครมีอะไรสอบถามเรื่องนี้ เว็บไซต์ ถามในเพจ หรือพิมพ์ในคอมเม้นนี้ได้ค่ะ : ))

 

05 – เส้นทางการเดินทาง – การวางแผนของเรา

ตั้งแต่ไปญี่ปุ่นกลับมา ก็ไม่เคยเปิดตารางให้ใครที่ไหนดูมาก่อน
ก็ขอเปิดอก ต้องยกออก ที่นี่ละกันที่แรก 555 เอ็กคลูซีฟปะ ?

ตารางการเดินทางทั้งหมดของเราค่ะ 
ก็ตามแบบที่บอกไปค่ะ ดูเรียงไปเลยยย

– วันที่เวลา (แนะนำว่าควรใส่พวกวัน จันทร์ อังคาร ไปด้วย เพราะพวกมิวเซียมไรงี้ก็มีฟิกว่าปิดวันจันทร์ไรงี้ค่ะ)
– ไปไหน – ก็ใส่คร่าวๆไปก็ได้ ว่า วันนี้เราอยู่ที่ไหนบ้าง
– ตัวเลขด้านบน เราจะแบ่งวันนึงเป็น 24 ชั่วโมงค่ะ ก็จะได้ฟิกได้เลยว่า กี่โมงอยู่ไหน รถไฟออกตอนไหน ว่าไป
– ตรงกลางก็เป็นรายละเอียด ว่าแต่ละวันเราจะไปทำอะไรบ้างนะ ก็ว่าไป เขียนภาษากากๆได้เอาที่เราและเพื่อนอ่านเข้าใจ พอ 55
– ริมสุด เป็นหมายเหตุ พิมพ์ไว้กันลืม พวกรหัสต่างๆ เวลารถไฟ บลาๆ

การแบ่งแถบสี
เพื่อความง่ายในการมองว่า นี่กรูไปจะได้เที่ยวเยอะมั๊ย
– สีม่วง – เดินเล่นในเมืองนั้นๆ
– สีชมพู – นอนหลับ
– สีเขียว – บนเครื่องบิน
– สีฟ้า – บนรถไฟ
– สีน้ำเงิน – บนรถยนต์

ส่วนแถบสีที่อยู่ด้านซ้าย สีฟ้า สีส้มอ่อน คือ
เราใส่สีส้มอ่อน เอาไว้ กันลืมค่ะว่า JR PASS เราเปิดวันนี้ถึงวันไหน
ส่วนสีฟ้าคือ เพื่อนอีกคนจะมาวันไหนถึงวันไหน

ก็ประมาณนี้เนอะ

 

อย่าคิดว่าแค่นี้จะพอค่ะ
เรามาญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่อง รถไฟตรงต่อเวลามวากกกส์
ดังนั้น มีสิทธิ์ตกรถไฟแน่นอน 

เราก็เลยมีอีกตารางนึง (ที่ก็ไม่เคยโชว์ที่ไหนอีกเหมือนกัน)
ตารางรถไฟทั้งหมดของการเดินทางครั้งนี้

ดูตารางแล้วก้งงนะ ว่าเขียนอะไรของเมริงงงงง
ก็เหมือนเดิมค่ะ

– ด้านซ้าย วันที่ แต่มันแยกย่อยเพราะ ในแต่ละวันเราไม่ได้นั่งรถไฟขบวนเดียวนี่นา ก็แยกลงไปสิ
– ที่ไหน ? นั่งไปไหน
– ชื่อ สถานีรถไฟ – อันนี้ควรทำ เพราะถ้าไปผิดชื่อ ต่างกันนิดเดียว คนละโลกก็มีนะคะ
– ชื่อขบวนรถไฟ – ก็ดูจาก www.hyperpedia.com แล้วก็ก็อปออกมาหน่ะ
– Train Option 1 2 3 – เหมือนที่บอกค่ะ ถ้าเรารู้ว่าเรามีโอกาสตกรถไฟ เราควรปิดโอกาสทั้งหมดค่ะ เราก็เลยทำไว้ 3 ตัวเลือกเลย ตกขบวนนี้ก็ยังมีขบวนอื่นนะเหวยยยย
– อื่นๆ – พวกข้อแม้ต่างๆ หรือ รถไฟที่ต้องเสียเงินเพิ่มจาก JR PASS เราก็จดเอาไว้ จะได้ไม่ลืม

ส่วนตรงเวลารถไฟที่เป็นสีแดงคือ ช่วงเวลาที่แนะนำ เหมาะสมที่สุด อยากได้ ห้ามตก

ก็ประมาณนี้ค่ะ จริงๆดูแล้วก็ไม่เห็นยากเลยนี่นา 5555555

 

ต่อกันต่อค่ะ 

การเที่ยวแบบได้วางแผน นี่มันสนุกจริงๆ นี่แหละชีวิต
ก่อนไปใช้สมองนำทาง ตอนไปใช้หัวใจนำทาง
กลับมาก็ใช้ทั้งสมองและหัวใจขับเคลื่อนตัวเองกันต่อไป 

ที่เขาบอกว่า รถไฟญี่ปุ่นนั่งยาก อะไรเยอะแยะ
ตอนแรกเราก็กลัวค่ะ แต่อย่ากลัวโดยไม่แก้ปัญหาค่ะ เราก็เลยแก้ปัญหาโดยการ
ใช้ www.hyperpedia.com ให้เป็นประโยชน์

** จากตารางเวลารถไฟ มันจะมีปุ่ม Station Timetable กับ Train Time Table ให้ดูค่ะ
ให้คลิกที่ Train Timetable ค่ะ จะพบตารางแบบนี้ มันคือ ตารางของรถไฟขบวนนี้ว่า จะผ่านสถานีไหนบ้าง กี่โมง ***

จากภาพตัวอย่าง เราก็จะรู้ละว่า รถไฟชื่อขบวน Shinkansen Nozomi 203 วิ่งจาก Tokyo-Shin Osaka
ออกจากโตเกียว 7.00 ที่ชานชาลา 18
ผ่านสถานี shinagawa – Shin yokohama – nagoya – kyoto – shin osaka
พอเราเห็นแบบนี้แล้ว เพื่อป้องกันการขึ้นรถไฟผิดขบวนหรือหลงทาง
มันก็เลยเกิดตารางนี้ขึ้นมาค่ะ (เป็นความเนิร์ดส่วนตัวด้วยนะ 555 )

ตารางนี้ก็คล้ายๆ ตารางรายละเอียดรถไฟค่ะ
แต่มันจะต่างกันแค่ ให้เราเช็คว่า รถไฟที่เรานั่งผ่านสถานีพวกนี้จริงใช่มั๊ย ป้องกันการขึ้นรถไฟผิดแบบสุดๆ

ก็เหมือนเดิมค่ะ เวลาวันที่ ขบวนรถไฟ วิ่งจากไหนไปไหน
ก็ทำออกมา 5 สถานีหลักๆ เอาไว้เช็คว่า ไปถูกทางแล้วนะ
แล้วก็พวกหมายเหตุเดิมๆ ที่เสียตังค์เพิ่ม ไรงี้

 

จากรถไฟ สถานที่ต่างๆ ได้มาละ ทีนี้มาถึงตาที่พัก

เนื่องจากการเดินทางรอบนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ที่พักแต่ละที่นานๆ 4-5 วัน
แต่นี่ พักแทบจะคืนละวัน มันก็ไม่ได้อยากจะจำชื่อที่พักทั้งหมด ก็เลยออกมาเป็นตารางแบบนี้ค่ะ

– ด้านซ้าย คือชื่อเมืองต่างๆ ที่แวะนอน
– ไล่มาก็วันที่ พักกี่คืน
– ชื่อที่พัก เวอร์ชันเต็ม
– ชนิดห้อง ก็มีหลายๆแบบ ผสมๆกันค่ะ
– ราคา จะคิดยังไงแล้วแต่เรา ต่อคน ต่อคืน ต่อทั้งกลุ่ม
– ส่วนสีแดงเป็นเงินที่ต้องจ่ายค่ะ
ถ้าจองผ่าน booking.com – ต้องไปจ่ายที่นั่นเลย 100% ค่ะ เราก็ทำสีแดงไว้บอกตัวเอง ว่า อย่าลืมจ่ายเงินส่วนนี้
ถ้าจองผ่าน hostelworld.com – เขาจะหักไป 10% ก่อนค่ะ จะไปจ่ายที่นั่นอีก 90% ค่ะ

– ส่วนสีเขียว ก็มาคำนวณให้ดูไปเลยว่า จะต้องจ่ายอีกเท่าไหร่ แต่ละที่ก็จะไม่เหมือนกันเพราะบางที่ก็หักเงินไปบ้างแล้ว
แถบสีเขียวคือ จ่ายแล้ว กะ เพื่อนติดตังค์ไรงี้ ว่าไป

ก็เพิ่มได้ตามใจชอบค่ะ 55
สุดท้าย ก็มาสรุปด้านล่าง จ่ายค่าที่พักกันคนละเกือบ 20000 บาท
ตกค่าที่พัก คืนละไม่ถึง 1000 บาท / คน ก็ถูกแล้วค่ะ : ))

 

พอเราได้ตารางทั้งหลายครบแล้ว
ก็ได้เวลาตัดงบประมาณ ก็มาทำตารางค่าใช้จ่ายกันต่อ
ของพวกเรา 25 วัน / คนละ 120,000 บาทค่ะ 

นี่คือ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของพวกเราค่ะ ต่อคน แยกตามชื่อให้แล้วด้วยค่ะ 555 

– ค่าเครื่องบิน – เราจองผ่าน orbitz.com สายการบิน China Eastern ไปต่อเครื่องที่เซี่ยงไฮ้ นั่งไปลงซัปโปโร และขึ้นที่ ฟุกุโอกะ ใต้สุดค่ะ
– ประกันการเดินทาง
– ประกันชีวิต
– JR PASS – เราเลือกแบบ 21 วัน ช่วงต้นและช่วงปลายเราไม่ได้เปิดค่ะ ใช้ตอนกลางเอา เพราะต้องใช้ติดกันค่ะ คนละ 23000 บาท
– ที่พัก ตามที่บอกคนละ 20000 บาท กว่า ก็ตีไปเผื่อๆ
– อาหาร กินทั้งหมด 47 มื้อ (สุดท้ายเลยงบค่ะ กินทุกมื้อ กินดีอยู่ดีเกินนน) เราตีไว้มื้อละ 700-900 เยนค่ะ ก็อยู่ได้ปกตินะคะ ราเมง อุด้ง
– เผื่อๆ ก็เผื่อๆ ค่ะ
– ค่าเข้าสถานที่ต่างๆ กักเงินไว้ กลัวไม่ได้เข้าจัด
– ค่าทำวีซ่า เอกสารต่างๆ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ต้องทำแล้ว สบายยยย

รวมทั้งหมดก็ประมาณ 120,000 บาทค่ะ

การเดินทางของเรา ก็ทำข้อมูลประมาณนี่ค่ะ
จากนั้นก็ปรินตารางพวกนี้ออกมา แปะลงในสมุดบันทึก เอาไว้ดูตอนไปจริงค่ะ : )
ใครมีอะไรสอบถามก็เหมือนเดิมค่ะ คอมเม้นได้เลย

 

06 – ปัญหาต่างๆ

เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของรายการตอบปัญหาคาใจค่ะ
เราก็รวบรวมปัญหาสุดฮิตที่ทุกคนในเพจ หรือ หลายๆที่ ที่สงสัยกันเข้ามา ยอดฮิตทั้งหลายนั่นแหละค่ะ

1. พูด อ่าน ญี่ปุ่นไม่ได้ ไปยังไง ?
– พวกเรา เหมือนเดิมค่ะ งูๆปลาๆ ภาษามือเอา ส่วนเรื่องกลัวหลงไม่หลง ญี่ปุ่นมีป้ายภาษาอังกฤษค่ะ
หรือต่อให้หลงทาง คนญี่ปุ่นเขาเต็มใจช่วยเสมอถึงขั้นเอา GPS มาเปิดให้เราดูยังมีเลยค่ะ

2. พูด อ่าน ญี่ปุ่นไม่ได้ ไม่กล้าไป ทำยังไงดี ?
– ข้อนี้ตอบยากค่ะ เพราะขึ้นอยู่กับตัวเองกันทั้งนั้น คิดไว้ว่า สักครั้งในชีวิตละกัน
ลองออกนอกบ้านสักครั้ง แล้วจะรู้ค่ะ ว่าโลกกว้างใหญ่มาก พวกนี้ไม่ใช่อุปสรรคขนาดนั้นค่ะ
คุณจะมองว่ามันเป็นเรื่องสนุก และ ติดใจอยากเที่ยว อยากออกไปเรื่อยๆค่ะ เชื่อเถอะ !!

 

3. ญี่ปุ่น งง มาก กลัวหลง ?
– เรื่องนี้เป็นปัญหาข้องใจเรามากค่ะ ทำไมคนไทยกลัวหลง ?
การหลง ไม่ใช่สิ่งผิดค่ะ เราหลงก็เรื่องของเรา บางทีการหลงอาจจะทำให้พบอะไรใหม่ๆก็ได้
ชีวิตที่ไม่หลงสิ ไม่มีรสชาตินะ 555 ก็ อย่าไปกลัวหลงค่ะ

วิธีแก้ไขก็ง่ายดายค่ะ มันอยู่ที่การเตรียมตัวค่ะ
เดี๋ยวเทคโนโลยีก็ช่วยอะไรเราเยอะแยะแล้ว Google Street View งี้
มือถือที่มีเน็ตตลอดเวลา GPS นำทาง แต่ถ้าพวกเรา วิธี Analog ที่สุดค่ะ
เราปรินแผนที่ของแต่ละเมืองที่เราจะไปออกมา มีทั้งจุดท่องเที่ยว ทั้งเส้นทางรถราง รถไฟ
เท่านี้ก็น่าจะไม่หลงแล้วนะ
เพราะสุดท้าย ถ้าจะหลง ก็ปล่อยใจให้สนุกกับการหลงค่ะ : )

 

4. รถไฟญี่ปุ่นนั่งยาก เยอะไปหมด งง

– ตามที่เล่าไปค่ะ จริงๆแล้วมันไม่ยากเลย แต่เราชินกับบ้านเราที่มีน้อยเกินไปต่างหาก 5555
ก็ Focus เฉพาะจุดที่เราจะไป หาสถานีปลายทาง แล้วไปเชื่อมต่อกัน เหมือนนั่งจาก อโศก ไป บางซื่อ
สมองเราก็จะรู้ละว่า จะต่อใต้ดินไปบางซื่อเลย หรือว่า นั่ง BTS ลงหมอชิต แล้วต่อ MRT
มันก็เหมือนกันค่ะ อย่ามองว่ามันซับซ้อน สนใจในส่วนที่ควรสนใจ เท่านั้น ชีวิตก็จะง่ายขึ้นค่ะ : )

 

5. ไปโอซาก้า 3 วัน โตเกียว 5 วัน พอมั๊ย 

– คำถามโลกแตกค่ะ 5555555 ตอบจริงๆคือ กี่วันก็ไม่พอค่ะ สิ่งที่ช่วยจำกัดว่าพอไม่พอคือ เงินค่าาาาา
คำว่า พอ คืออะไรคะ ? พอคือ ไปแล้วไม่กลับมาอีกตลอดชีวิต ? ยังไงก็อยากกลับมากันรึเปล่าคะ 55
ก็ ถ้าคิดว่าเก็บพวกที่เที่ยวที่ๆเราอยากไปได้แล้ว พอใจแล้ว นั่นคือพอค่ะ อันนี้ก็แล้วแต่แต่ละคนค่ะ ว่ามากหรือน้อยแค่ไหน
แต่เราแนะนำว่า ไปทั้งทีก็นานๆเลยละกานนนนน 55555

 

6. กำลังจะไปเมือง…. แนะนำร้านอาหาร นี้ๆได้มั๊ยคะ

– เราแนะนำได้ค่ะ ที่เราเคยไปมา 555 ส่วนพวก กินกระทะเหล็กไรงี้ ที่สุดฮิต ลายแทงสุดเจ๋ง
หลายท่านในพันทิพมีแนะนำไว้เยอะมากค่ะ แถมร้านหนังสือก็มีเยอะมากเหมือนกัน
มีให้อ่านตาเหลือกเลย 5555

 

7. อยากเด็กแนว มีที่ Unseen แนะนำมั๊ย 

– เราก็ไม่กล้าพูดว่าดูเชี่ยวญี่ปุ่นนะคะ แต่ที่เอามาเล่าเพราะเป็นมุมมองของคนที่ไม่เคยไปเลยแล้วต้องมานั่งศึกษาทีละเรื่อง
แล้วก็ไปนานๆ ก็เลยอาจจะมีข้อมูลอะไรอยู่บ้าง แต่ถ้าคนไหนไปมาเยอะ แล้วอยากไปที่แปลกๆ จริงๆหลายเวบไซต์มีบอกค่ะ
พวกเราก็อยากไปเหมือนกัน ถ้าคนเจ๋งๆในพันทิพ ก็ติวเตอร์ตู่ค่ะ ไปญี่ปุ่นมาเยอะมาก ลองดูเลยค่ะ : )

 

เท่าที่นึกออกมีประมาณนี้นะคะ ถ้าใครมีคำถามเพิ่มเติม เหมือนเดิมค่ะ
ในเพจหรือ คอมเม้นทิ้งไว้ในนี้ก็ได้ค่ะ
จขกท.ว่าง ตอบหมด 5555555 

เท่าที่ตอนนี้และเราคิดว่าครบถ้วน น่าจะประมาณนี่ค่ะ
คนอ่านก็น่าจะได้อะไรไปไม่มากก็น้อยค่ะ (ส่วนสาระนะคะ)
ขอบคุณที่ติดตามเสมอมาค่ะ และอ่านจนจบ
ขอให้ในชีวิตได้เดินทางสมความตั้งใจค่ะ : ) 

 

 

ต่อกันต่อที่สาระภาคเฉพาะรถไฟค่ะ
เช่นเดิมค่ะ เพื่อง่ายต่อการเข้าใจ
รีวิวนี้จะแบ่งเป็นทั้งหมด 5 ส่วนค่ะ

01 – JR PASS แบบต่างๆ (ไม่ได้เป็นอะไรกับเอเจนซี่นะคะ)
02 – ขั้นตอนในสถานีรถไฟ พวกป้าย ตั๋ว การจองต่างๆ
03 – ไปขึ้นรถไฟกัน !
04 – ทริคต่างๆ ที่เราเรียนรู้มา

 

 

01 – JR PASS แบบต่างๆ 
จากคราวที่แล้วค่ะ กระทู้นี้จะเจาะเฉพาะเรื่องรถไฟแบบเต็มๆ
ไม่มีการมาสอนนั่งวางแผน บลาๆอีกต่อไป
เฉพาะคนที่ไปญี่ปุ่นและนั่งรถไฟจริงๆ อัดแน่นด้วยสาระ (มั้ง)

รู้จัก JR PASS ?
จากคราวที่แล้ว มีการเล่าไปแล้วว่า อิบัตรนี้มันไว้เพื่ออะไร คุณประโยชน์ของมันช่างสูงค่า
แต่วันนี้เรามาเจาะลงไปในบัตรต่างๆ คุ้มไม่คุ้ม อะไรยังไง

สรุปแล้ว JR PASS คืออะไร ?
มันคือบัตรบุฟเฟต์นั่งรถไฟทั้งประเทศญี่ปุ่นค่ะ คือจะนั่งรถไฟขบวนไหนก็ได้ของยี่ห้อ JR ทั้งหมด
กี่รอบก็ได้ จะไปไหนก็ได้ ภายใต้จำนวนวันที่เราซื้อไป 7 / 14 / 21 วัน แล้วแต่ความรวยนะคะ
ซึ่งถ้าในการเดินทางของเราไม่ได้ไปทั่วญี่ปุ่นขนาดนั้น เขาก็มี PASS แบบแยกภูมิภาคมาให้
อารมณ์เข้าสวนสนุกแต่ชั้นไม่เล่นอันนี้ ขอซื้อแยกได้มะ ?

มันก็จะมีหลายชนิดมาก เรามาดูกัน

1. JR ALL PASS – บัตรพี่ใหญ่สุด ครอบคลุมมันทุกบัตร !! 

– นั่งรถไฟได้ทั่วญี่ปุ่น (ยี่ห้อ JR เท่านั้น) ชินคันเซ็นก็ได้ เมืองไหนก็ได้ ขอแค่มีรถไฟไปถึง
– บัตร JR ยังยกเว้นรถไฟที่เร็วที่สุด ขบวนชินคันเซ็น nozomi
(แต่ถ้าอยากนั่งก็ยังมีชินคันเซ็นอื่นๆอีก และไปจุดหมายเดียวกันอีกเยอะ)
และ รถไฟตู้นอนไฮโซทั้งหลายที่จากโตเกียวไปซัปโปโร (ขบวนชื่อ Hokutosei)
– นอกจากนั้นยังนั่ง JR Ferry ไปเกาะมิยาจิมาได้ฟรี
– นอกจากนั้นยังนั่ง JR BUS เชื่อมเมืองต่างๆได้อีก ถ้าไม่อยากจะนั่งรถไฟ
– จองที่นั่งได้ฟรี
– เปิดบัตรแล้วเปิดเลย ต้องใช้ติดต่อกันเท่านั้น (เช่น 7 วันคือ ใช้ 7 วันติดเลย ไม่มีการเว้นวรรคให้)
– คนญี่ปุ่นซื้อไม่ได้นะจ๊ะ ไม่งั้นการรถไฟทั้งประเทศจนพอดี
– ต้องซื้อที่ไทยเท่านั้นนะจ๊ะ (ถ้าใครอยู่ประเทศอื่นก็ไปซื้อที่ประเทศนั้น)
– ซื้อเอาที่ญี่ปุ่นไม่ได้นะจ๊ะ !!
– มีบัตรนี้ที จะเท่มาก นายสถานีจะคารวะ เปิดประตูให้เราผ่านแต่โดยดี ไม่ต้องมานั่งติ๊ดตั๋วให้เมื่อยตุ้ม

อ่านรายละเอียดภาษาไทย ราคาต่างๆได้ที่ (ไม่ได้เป็นนายหน้านะ เวบนี้มันดูง่ายสุด)
http://www.his-bkk.com/th/japan_rail_pass.php#6

หรือ ถ้าอยากอัพเกรดขึ้น อ่านรายละเอียดภาษาอังกฤษที่เขียนไว้ดีมาก ละเอียดมากได้ที่
http://www.japan-guide.com/e/e2361.html

สรุปแล้วบัตรนี้มันนั่งไปไหนได้บ้าง
ตามภาพ ได้ทั้งเส้นเหลืองเส้นแดงจ้ะ

 

2. JR HOKKAIDO RAILPASS

– ชื่อก็บอกว่านั่งรถไฟเฉพาะเกาะฮอกไกโดเท่านั้น ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เที่ยว แต่ฟิกตามวัน
– นั่งรถบัส ฮอกไกโดก็ได้นะ
– บัตรแบบ Flexible 4 day สามารถแยกได้นะว่าจะนับวันไหนบ้างด้วย
– ส่วนพวก 3/5/7 วัน ยังติดกันเหมือนเดิม
– จองที่นั่งก็ฟรี !
– คนญี่ปุ่นซื้อไม่ได้นะคะ
– บัตรนี้ซื้อที่ญี่ปุ่นก็ได้นะ New Chitose Airport (สนามบินที่ซัปโปโร) ก็มีขายค่ะ

นั่งไปไหนได้บ้าง ตามเส้นทางสีแดงนะเคอะ
รายละเอียด ราคา ภาษาไทยเวบเดิมกับข้างบน
ส่วนภาษาอังกฤษ http://www.japan-guide.com/e/e2361_01.html

ดูแผนที่รถไฟฮอกไกโดเวอร์ชันเต็มมากๆ ได้ที่
http://nihone.files.wordpress.com/2013/06/jr_hokkaido.png

3. JR EAST PASS

– นั่งได้เฉพาะส่วนภาคกลางเท่านั้น ที่ JR EAST ดูแลอยู่ (ก็เยอะมากแล้วนะ)
นับตั้งแต่ อาโอโมริ – โมริโอกะ – เซ็นได – นีกาตะ – นิกโก – โตเกียว – คามาคุระ – นาโกโน
– แถมได้ส่วนลดนั่งรถบัสไป ทาคายามา ได้ด้วยนะ !
– บัตรแบบ Flexible 5 day ใน 14 day คือ เลือกได้ 5 วันใน 14 วัน คือจะแช่บัตรไว้เป็นเดือนก็ไม่ได้นะคะ
– จองฟรี เหมือนเดิม
– ซื้อที่ไทยก็ได้ หรือที่ญี่ปุ่นก็ได้ นาริตะก็มีขายจ้ะ
– คนญี่ปุ่นซื้อไม่ได้เหมือนเดิม (น่าสงสารจริงๆ)

ตามภาพเช่นเดิมค่ะ แดงเหลือง นั่งได้ เขียวไม่ได้
สีฟ้า เป็นเส้นรถบัสส่วนลด

4. JR KANTO PASS

– บัตรใหม่สุดเบย สำหรับคันโตเท่านั้น
– พวกที่ไปโตเกียวแล้วอยากเที่ยวเมืองใกล้ๆ สบายเฮ
– นั่งได้หมดตามภาพ แดง เหลือง เขียว ได้ทั้งยี่ห้อ JR และ ยี่ห้ออื่นก็ยังได้ด้วย !!
ทีนีหล่ะ คาวากูชิโกะ นิกโก้ ฮาเนดะ สบายเลยนะ
– จองฟรีเหมือนเดิม
– ใช้ได้ 3 วันเท่านั้นนะ ดูดีๆ

5. JR KANSAI PASS / WEST RAILPASS

เขยิบลงมาฝั่งพวกคันไซบ้าง จะซับซ้อนคือมี 3 แบบ

5.1 Kansai Pass Area 
– อันนี้นั่งได้เฉพาะแถบคันไซ คือพวกโอซาก้า เกียวโต นารา โกเบ ฮิเมจิ
– รวมนั่งจากสนามบิน Kansai ไป เกียวโตได้นะจ๊ะ แต่จองที่นั่งไม่ได้
– คนญี่ปุ่นซื้อไม่ได้อีกเช่นเดิม

5.2 Kansai Wide Pass
– บัตรใหม่ล่าสุดเหมือนกัน มันต่างจาก Kansai เฉยๆ ก็ตรงที่นั่งได้ยาวขึ้น

5.3 Sanyo Area Pass
– อันนี้อลังการที่สุด สามารถนั่งไม่เฉพาะคันไซเท่านั้น นั่งยาวไปถึง ฮากาตะ (เมืองฟุกุโอกะ) ได้สบาย
นั่งได้ทั้ง แดง เหลือง ฟ้า (เป็นเรือ)
– ชื่อ ซันโย นี่มันมาจาก ชายฝั่ง แถบ โอซาก้าจนถึงคิวชูเลยนะนี่
– คนญี่ปุ่นน่าสงสารอีกเช่นเดิม
– จองฟรี เช่นเดิม

รายละเอียดติวเตอร์ตู่จัดหนักไว้แล้ว
http://www.marumura.com/talkative/?id=4124

ขอแค่ค้นข้อมูลเท่านั้นค่ะ ทุกอย่างมีคนจัดไว้หมดแล้ว
เราก็เป็นคนหนึ่งที่รวบรวมไว้เยอะมากเช่นกัน : )

6. JR SANYO – SHIKOKU – KYUSHU PASS

– บัตรที่รวมหลายภูมิภาคไว้ด้วยกัน คือเกือบจะครึ่งประเทศแล้วมั้งเนี่ย
นั่งได้ตั้งแต่ โอซากา โกเบ ไล่ไปถึงชิโกกุ (เกาะที่สุดอันซีน) จนลงมาล่างสุดอย่างคิวชู
เรียกว่า ครอบคลุมหลายเมืองมากมาย
– คนญี่ปุ่นอดเช่นเดิม
– บัตรใครบัตรมัน ใช้ด้วยกันไม่ได้นะ
– จองฟรีเหมือนเดิม

7. KYUSHU RAILPASS
ในที่สุดก็มาถึงบัตรสุดท้าย มันเยอะจริงๆ นี่คือรถไฟของประเทศนะ
ในแต่ละเมืองก็ยังมีพาสอื่นๆ รถบัส รถใต้ดิน รถรางอีก พระเจ้าเขาจะส่งเสริมการท่องเที่ยวไปไหน !!- บัตรนี้ง่าย คิวชูทั้งหมด ทั้งก้อน ไล่ไปเลย ฟุกุโอกะ เปปบุ คาโกชิมา นางาซากิ คุมาโมโต
คือถ้าใครเป็นแฟนคลับพี่ก้อง ทรงกลด เขาก็พรีเซนบัตรนี้มากมาย เจอหมีคุมามงด้วย
ตามภาพ นั่งได้ทั้งแดงและเหลือง สบาย
– จองฟรีเหมือนเดิม
– คนญี่ปุ่นน่าสงสาร อดเหมือนเดิม

สุดท้ายก็จะจบส่วนของ PASS ต่างๆไป
มีลิ้งมากฝากเยอะแยะมากมาย ใครมีเวลากดดูได้ค่ะ
เราเพียงเล่าข้อมูลให้ฟังบางส่วน
แต่ถ้าตัวเองเจาะจงได้แล้วว่าอยากไปส่วนไหน ก็สามารถจัดหนักได้เลย

http://www.marumura.com/talkative/?id=4124
ของติวเตอร์ตู่ คนนี้ปรมาจารย์ มีครบหมดแล้ว (จริงๆ จขกท.จะเขียนซ้ำทำไมละเอียดก็ไม่เท่าเค้า)

http://www.japan-guide.com/e/e2361_05.html
เวบภาษาอังกฤษ เวบนี้ดีมาก ขอแนะนำ แผนภาพเข้าใจง่าย อธิบายง่าย ดีมาก

http://www.j-plan.co.th/index.php?op=jr_rail_pass-detail&id=2
เวบนี้ก็ดี เล่าไว้หมดแล้ว

http://www.his-bkk.com/th/japan_rail_pass.php#1
เวบนี้ขายตั๋ว เอาไว้เทียบราคาได้

ลองเข้าดูแล้วจะพบโลกใหม่ !!

03 – ขั้นตอนในสถานีรถไฟ 

หลังจากที่ในที่สุดก็สรุปชีวิตตนเองได้แล้วว่าจะซื้อ Pass แบบไหน
ไปไหนบ้าง ขึ้นรถไฟอย่างไร
(อ่านจากสาระตอนที่แล้ว พวกการใช้ hyperdia.com)
เราก็มาลงสนามจริงกันบ้าง 

– ตอนเราซื้อที่ไทย เราจะยังไม่ได้ Pass ของจริงนะคะ มันเหมือนจะเป็นใบเสร็จค่ะ
เขาเรียกกันว่า Exchange Voucher ต้องเอามาขึ้นเป็นตั๋วก่อนตามสถานีใหญ่ๆ
(ดูรายชื่อสถานี กับข้อมูลแบบจัดเต็มทั้งหมดได้ที่
http://www.j-plan.co.th/index.php?op=jr_rail_pass-detail&id=3)

พอถึงญี่ปุ่นปุ๊ป ก็รีบไปเปิดบัตร JR PASS เอาไว้ก่อนเลยสถานีรถไฟใหญ่ๆ
พวกเราเริ่มจัดเต็มกับคุณป้าที่สถานีสนามบิน New Chitose กันเลย

1. เปิดตั๋ว JR PASS (ยังไม่ต้องใช้วันนี้ก็ได้ค่ะ
แต่แจ้งบอกเขาว่าเราจะเริ่มใช้วันแรกเมื่อไหร่
เขาก็จะประทับตราวันที่ให้)2. หลังจากกรอกเอกสาร เอาพาสพอร์ตให้เจ้าหน้าที่ดู เขาก็จะนั่งประทับตราให้เรา
บัตรก็หน้าตาแบบนี้ค่ะ เท่ากับต่อไปนี้ ถือใบนี้ก็อภิสิทธิ์ที่สุด ห้ามหายเด็ดขาด !!!!

3. หลังจากได้บัตรเรียบร้อยแล้ว ถ้าเราวางแผนไว้แล้วว่าเราจะนั่งรถไฟขบวนไหนบ้าง
เวลาเท่าไหร่ ปรินมาเรียบร้อยหมดแล้ว เราสามารถจองที่นั่งทั้งหมดได้ค่ะ
เปิดเสร็จก็จองจัดเต็มเลยนะ ป้าบอก 55555

ถ้าไปตามสถานีอื่นๆ ก็มีเปิดให้จองที่นั่งกับแทบทุกจะสถานี
สังเกตง่ายๆจากสัญลักษณ์ คนนั่งเก้าอี้สีเขียวค่ะ มีเมื่อไหร่ก็เข้าไปจองได้เลย
(หรือถ้าไม่มี ก็ถามพนักงานได้ เขาก็เหมือนจะยินดีออกตั๋วให้นะ อิอิ)

4. พอจิ้มๆ เลือกรอบได้แล้ว พนักงานก็จะออกตั๋วออกมาเป็นหลักฐานการจองให้
ตั๋วนี้ก็จะคล้ายๆกับตั๋วรถไฟปกติค่ะ แต่ถ้าสมมติเราจองมาแล้วไม่ได้นั่งก็ไม่ต้องซีเรียส
ยกเลิกและขอใหม่ได้ ชิวๆ  ยิ่งจองเยอะ ก็ได้ตั๋วเป็นปึกเลยทีนี้

มาดูหน้าตาตั๋วกัน มีคนอธิบายไว้แล้วด้วยนะ สรุปกระทู้นี้ จขกท.ทำอะไร 555555
** บางสถานีสามารถออกตั๋วชื่อสถานีรถไฟเป็นภาษาอังกฤษได้ (อย่างภาพ)
แต่บางสถานีก็ไม่ได้ ก็เช็คเอาจากรูปร่างตัวอักษรเอาละกันค่ะ

5. หลังจากได้ตั๋วเอย pass เอยครบหมดละ ต่อไปก็ไปขึ้นรถไฟกันสักที
ก็ขอเชิญไปส่วนต่อไปนิ

** ถ้าดันเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน อยากเปลี่ยนรถไฟ ตามมารยาทเราก็เอาใบจองไปยกเลิกได้ที่ตู้พนักงานนะคะ
เขาก็จะออกใบใหม่ให้เรา (ก็ถือว่าจองใหม่ไปเลย) ทำได้ง่ายและฟรี

04 – ไปขึ้นรถไฟกัน !

สิ่งที่คนไทยจะเป็นกังวลจากที่สังเกตๆมาค่ะ คือข้อมูลปึ้กมาก
แต่สุดท้ายตกม้าตายตอนมาถึงสถานที่จริง (อ้าว) ดังนั้นก็มาดูกันว่า
ถ้าทุกอย่างครบแล้ว ตั๋วจองก็มีแล้ว pass ก็มีแล้ว
แล้วจะขึ้นรถไฟยังไง

– สถานีรถไฟมีอะไรให้ทำบ้าง
ตามหลักคนไทยแสนดีค่ะ จะเตรียมตัวอะไรต้องมาสถานีรถไฟก่อนเวลาเสมอ อิอิ
ในสถานีรถไฟญี่ปุ่นก็ไม่ได้เหมือนบ้านเรานะ ที่นั่งตามองตากับนายสถานี บ้านเขานี่มีกิจกรรมให้ทำหลายอย่างเหลือเกิน

– ตู้ล็อคเกอร์
แทบทุกสถานีมีค่ะ หยอดเหรียญเอา ถ้าเราจะกลับมาขึ้นรถไฟสถานีนี้ใหม่ ก็ไม่ต้องแบกของไปด้วยหมดหรอก
ยกตัวอย่าง สถานี Nikko สุดท้ายเราก็กลับมาขึ้นสถานีนี้อยู่ดี ของฝากของซะ
    ** ทริคคือ ยัดของลงก่อนจากนั้นค่อยหยอดเหรียญนะ เสียค่าโง่กันมาเยอะ (พวกเราก็ด้วย)
** ฝากได้แค่วันต่อวัน ถ้ามาไขอีกวัน ต้องหยอดใหม่เพื่อเอาออกนะเคอะ
** ถ้าเผลอปิดไปแล้ว สามารถหยอดแค่ 100 เยนเพื่อไขออกแล้วปิดเหมือนเดิมได้น่ะ

– ร้านข้าวกล่อง
มาญี่ปุ่น นั่งรถไฟทั้งที จะพลาดข้าวกล่องไปได้อย่างไร มีหลายร้านมาก เลือกเอาตามใจชอบ
คุณป้าก็ใจดีกันทั้งนั้น แถมพวกอันไหนขายดีหมดก่อนประจำ นอกจากนั้นยังมีข้าวกล่องบนรถไฟอีกที่เขา
เข็นๆมาขายกัน แต่ละที่ก็จะไม่เหมือนกันนะคะ บางทีกล่องพิเศษอยู่บนรถไฟอีกด้วย !!
** อ่านจากการ์ตูนเอา บางสถานีชื่อดังข้าวกล่องมากถึงขั้นต้องโทรมาสั่งจองไม่งั้นมีอดแด๊ก
** ภาษาญี่ปุ่นเรียกข้าวกล่องรถไฟว่า เอกิเบน ตรงตัวค่ะ เอกิ = สถานีรถไฟ เบนก็เบนโตะ

– ตู้น้ำหยอดเหรียญ
ถ้าใครไปญี่ปุ่น สิ่งที่โปรดปรานมากๆคือการได้หยอดอะไรสักหนึ่ง คือวันไหนไม่ได้หยอดจะรู้สึกว่าขาดอะไรไป
ก็หยอดกันไป กินไม่ได้นะคะน้ำเปล่า ชั้นต้องกินน้ำกดจากตู้เท่านั้น (เป็นบ้า)
** แต่ละตู้จะมีน้ำอุ่นและเย็น สลับกัน สังเกตตอนกดปุ่มเลือกค่ะ จะมีตัวหนังสือสีแดงเขียนไว้เล็กๆ
สีแดงคือร้อน สีฟ้าคือเย็น นะ เข้าใจง่ายๆ

ส่วนใหญ่ในสถานีรถไฟก็ประมาณนี้ค่ะ ถ้ายิ่งพวกสถานีใหญ่ๆ จะมีชั้นใต้ดิน ร้านช็อปปิ้ง มินิมาร์ท เรียกว่า ครบ อะ

– รู้ได้อย่างไร ว่าชานชาลาที่เราจะขึ้น อยู่ที่ไหน ? 
สังเกตง่ายที่สุดค่ะ คือ ให้จำเวลาของเราบนตั๋ว แล้วเช็คกับป้ายไฟที่สถานี
ถ้าสถานีใหญ่มาก จะมีป้ายไฟเยอะมาก แล้วก็หากันอ้วกเลย ดูเวลาดีกว่า
เพราะพวกจุด 17.38 เลขพวกนี้จะบอกเราเองค่ะ
จากนั้น ถ้าเวลาตรงแล้ว เรามาเช็คว่า ขบวนใช่มั๊ย

** อย่าดูสถานีปลายทางเป็นหลักค่ะ เพราะบางที รถไฟขบวนนี้ไปถึง อีกเมือง และของเราอาจจะลงก่อน
บนป้ายไฟจะเขียนแค่ปลายทางเท่านั้น ดูชื่อ ขบวนรถไฟเป็นหลักดีกว่าค่ะ

** จากภาพ ป้ายไฟเป็นภาษาญี่ปุ่น จริงๆมันสลับกับภาษาอังกฤษนะคะ ดูง่ายค่ะ ไม่ต้องกลัว
ดูว่า ขึ้นชานชาลาไหน ดูที่ตัวเลข ขวาสุดค่ะตัวใหญ่ๆ
อย่างสถานีนี้ไม่ใหญ่ มีแค่ 2 ชานชาลา 555

เวอร์ชันยากขึ้น ก็วิธีเดิมค่ะ
เช็คเลขเวลา เช็คชื่อขบวนรถไฟ จากนั้นดูตัวเลขใหญ่สุด = ชานชาลา ของเรา
จบ !!!

** บางสถานีมีเป็น 50 ชานชาลา ดูป้ายตามค่ะ ไม่ยาก เขามีป้ายภาษาอังกฤษบอกหมดแล้วค่ะ
** ถ้าบางสถานีจะแยกชินคันเซ็นออกมาเลย จากภาพค่ะ คือข้างในจะไฮโซ เอกคลูซีฟสุดๆ สมแล้วที่รวย 555

– ถึงชานชาลาของเราแล้ว แล้วยังไงต่อ พวกสัญลักษณ์เยอะๆคืออัลไล
เมื่ออยู่บนชานชาลา เราจะเจอ ป้ายอะไรก็ไม่รู้แปะเยอะมาก
อย่านอยอย่านอยค่ะ 555วิธีง่ายสุด เอาตัวรอดที่สุด คือ รถไฟมาก็ขึ้น ตั๋วจะบอกว่าเราอยู่โบกี้ไหน
ขึ้นรถไฟก่อนดีกว่าค่ะ แล้วเดินจากในรถไฟเอา ขึ้นจากข้างนอก เดี๋ยวรถไฟออก จบชีวิตค่ะ

แต่ถ้าอยากรู้จัด ดูตามภาพค่ะ อันนี้คือที่เราเข้าใจนะคะ
ถ้าเป็นผู้โดยสารดูที่พื้นเลยค่ะ จะสังเกตเห็นเลข 10 กับ 8
คือมันเป็นข้อมูลที่จะบอกเราว่า ถ้ารถไฟขบวนนี้ ตำแหน่งที่จอดตรงนี้คือ โบกี้ที่ 10 ค่ะ

** บางสถานีมีสติกเกอร์แปะเยอะมาก เล่นเอาคนนั่งงงมากๆๆ แต่ก็นะ ถ้าไม่ได้สนใจ
วิธีเอาตัวรอดคือ ขึ้นรถไฟไปก่อนเถอะ ไปเดินหาเอาในรถไฟ เซฟกว่า

เห็นในพันทิพกระทู้เก่าๆ
มีเรื่องน่าสนใจคือ ณ สถานีโอซาก้า คุณ aomnan ถามว่า
แล้วอิสัญลักษณ์ วงกลม สามเหลี่ยม มันคืออัลไลคะ?

มีคนตอบไว้แล้ว เราเลยเอามาให้ดูอีกที เพราะเดี๋ยวคนไม่รู้ เห็นสัญลักษณ์นี้แล้วช็อคหนัก
แล้วคุณ aomnan ก็มาตอบเอง เออเอง 555 ว่า มันก็คือ สัญลักษณ์ที่แปะบนพื้นเหมือนกัน
ว่าให้รอที่ชานชาลาไหน

ดังนั้น อยากขึ้นรถไฟให้เป๊ะ อย่าลืมมองพื้นนะพวกเธอว์ๆ 

หลังจากรอดพ้นจากการศึกษาชานชาลาแล้ว
หาชานชาลาเจอแล้ว
แล้วชั้นจะรู้ได้ไงว่า อิรถไฟที่ขึ้นไปเนี่ย มันใช่จริง
ไม่ยากเลยสักนิด วิธีที่ง่ายที่สุดค่ะ ดูที่รถไฟค่ะ !!!– แถบข้างรถไฟคืออัลไล ?
เมื่อกี้ที่บอกคือ ให้ดูข้างๆรถไฟตรงที่มันมาจ่อหน้ารอตอนเรารอที่ชานชาลานั่นแหละค่ะ
ไม่ต้องไปดูหัวขบวนให้เดินเหนื่อยนะ ดูข้างๆเอา ตามภาพมันก็จะบอกเลยว่า
รถไฟขบวนนี้ไปที่ไหน For…
จากภาพ รถไฟขบวนนี้ไป For Iwamizawa ก็ตามนั้นค่ะ

** เหมือนเดิมค่ะ อย่าดูสถานีปลายทาง ให้ดูชื่อขบวนเป็นหลัก เช็คชานชาลาเป็นหลักดีกว่า
เพราะถ้าเราลงโอซาก้า แต่รถไฟ For Hakata อย่างภาพค่ะ
จะไป Kumamoto แต่เราต้องนั่งไปลง Hakata ก่อน เลยก็เลยต้อง For Hakata ค่ะ

– เมื่อถึงสถานีไหน เราจะรู้ได้อย่างไร
คำถามนี้ง่ายที่สุดในโลกค่ะ เหมือนมีเพื่อนมาถามว่า
แกร ชั้นนั่ง BTS แล้วชั้นจะรู้ปะว่าสถานีไหนคือ อนุสาวรีย์ จะลงยังไง
แหมมมม คำตอบก็แสนง่าย ก็ดูป้ายเอาสิ ป้ายบนสถานีรถไฟญี่ปุ่นที่แสนจะเป็นสัญลักษณ์
เขาก็มีข้อมูลบอกเพิ่มให้ว่า สถานีที่แล้วสถานีอะไร สถานีต่อไปสถานีอะไร
มาเป็นแพทเทิร์นขนาดนี้ ไม่รู้ให้มันรู้ไป !!
– ตกม้าตายตอนสุดท้าย ออกทางออกผิด !!
นี่เป็นปัญหาระดับชาติค่ะ ข้อนี้ นั่งรถไฟมาถูกแล้ว สถานีเป๊ะแล้ว ออกทางออกผิด คิดจนตัวตาย
ทางออกแต่ละอันห่างกันเป็นกิโล อยากร้องไห้มาก

วิธีที่ดีที่สุดคือ อ่านป้ายก่อนออก อย่ารีบออกเกินไป ออกผิดเดินอ้อมไกลนะเฮ้ย !
เราก็อาศัยหาป้ายอ่านเอา จากภาพค่ะ เขาก็จะบอกว่า ทางออกนี้มันไปโผล่ไหนบ้าง
แต่ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ ถ้าพนักงานค่ะ เขียนชื่อแหล่งท่องเที่ยวลงไป ชี้ๆบอกเขา
หรือไม่ก็หาแผนที่แถวสถานีรถไฟดูเอาค่ะ จะมีบอกไว้เยอะมาก

** พนักงานเขาส่วนใหญ่พูดอังกฤษได้นะ ต่อให้พูดไม่ได้เขาก็ยินดีช่วยมากมาย

– แล้วถ้ามองป้ายไม่ทัน เราจะรู้ได้ไงว่า ต้องลงสถานีไหนตอนกี่โมง
บอกเลยค่ะ ข้อนี้ เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากที่บ้านเราทำไม่ได้แน่นอนคือ
รถไฟที่นี่ตรงเวลาเป๊ะมากมายยย 
บอกถึง 17.05 ถึง .05 จริงๆ ไม่มีนะ .06 .04 ไรงี้ เป๊ะเหลือเกิน
ดังนั้นค่ะ ตั้งนาฬิกาปลุกเลยค่ะ ถึงพอดีทุกสถานี

** สิ่งที่เวลาบนชานชาลา กับ ตั๋วรถไฟเขียน คือเวลาที่รถไฟออกเป๊ะๆด้วยเช่นกันนะคะ
ดังนั้น มาก่อน ขึ้นรถไฟไปเตรียมตัวก่อนได้ เพราะเวลาที่เราเห็นคือ เวลารถไฟออก !!
** อย่าลืม ตั้งนาฬิกา +2 ชั่วโมง จากไทยนะ ไม่งั้นสุดท้าย ตกม้าตายเรื่องนี้ ฮามาก

05 – ทริคต่างๆ ที่เราเรียนรู้มา

ในที่สุดก็ถึงช่วงสุดท้ายเสียที
แน่นอนช่วงนี้ ลดแลกแจกแถมอีกเหมือนเดิม
จริงๆก็เป็นทริคที่แทรกๆลงไปในข้างบนเยอะแยะไปหมด

1. อย่าซีเรียส
อย่าซีเรียสว่าชั้นต้องนั่งขบวนนี้เป๊ะ ตกรถไฟเท่ากับชีวิตเน่า ไม่จริงค่ะ
ยังมีรถขบวนอื่นอีกเยอะ
อย่าคิดว่าการผิดพลาดจะทำลายการเดินทางทั้งหมด
แก้ปัญหาสนุกกว่าเยอะ นี่แหละ รสชาติการเดินทาง !

2. ตั้งนาฬิกาปลุก
ขึ้นรถไฟแล้วง่วงนอนหลับ ตั้งนาฬิกาปลุกเลย ปลุกเอาก่อนเวลาจอดสถานี
รับรองว่ารถไฟญี่ปุ่นเป๊ะมาก ตรงเวลาเป๊ะเว่อร์
** แต่ส่วนใหญ่ นอนยังไม่ทันน้ำลายยืดก็ถึงละ รถไฟจะเร็วไปไหน
** แต่ส่วนใหญ่จะตื่นเต้นกับรถไฟมากมายจนเดินไปเดินมา อ้าวถึงแล้ว อดนอน !
3. มุกเดิมๆ อย่างอย่านั่งใกล้ห้องน้ำ
ห้องน้ำญี่ปุ่นสะอาด ถ้าจะได้นั่งจริงก็อย่าซีเรียสเลย นั่งแปปเดียวถึงแล้ว ชิวจะตาย
4. ซื้อข้าวกล่องไปกินบนรถไฟสิ ฟินที่สุด
เห็นตามนั้นค่ะ มีเวลาจงเลือกข้าวกล่อง การได้กินอิ่มพุง พร้อมชมวิวสองข้างทาง
นี่แหละจุดฟินที่สุดของการนั่งรถไฟ : )5. นั่งฝั่งไหนถึงจะดี
อันนี้เป็นหลักใช้สมองนิดนึง อยากโดนแดดหรือไม่อยากโดน
แต่ก็ไม่ต้องซีเรียส เขามีม่านให้ แต่ถ้าอยากเห็นภูเขา เห็นทะเล
ก็ต้องดูทิศทางเอาค่ะ ว่าฝั่งไหนเห็นฟูจิ งี้

6. กระเป๋าใหญ่ยักษ์ทำไงดี 
รถไฟญี่ปุ่น โดยเฉพาะชินคันเซ็นเหมือนเครื่องบินมากมาย จะวางข้างบนก็ได้
หรือบางขบวนมีที่เก็บให้เหมือนพวก รถบัสจากสนามบินงี้ ชิวค่ะๆ

7. ถ้าไม่นอนทำไรดี
เดินสำรวจรถไฟ ไม่ก็ เปิดแมกกาซีนทีวีไดเร็คค่ะ
เป็นแมกกาซีนโง่ๆ ขายของ บางอย่างที่ฮามาก
วิกผมเอย ไม้กอล์ฟ จนกระทั่งชุดซูชิ ยังมีขาย ปูยักษ์ก็มี
คนญี่ปุ่นนี่ฮา ขยันขายของเอย

8. ถ้าจองที่นั่งไปเยอะมาก จะเก็บตั๋วเยอะๆอย่างไรดี
เราใช้วิธีเขียนเป็นเลขค่ะ ขบวนที่ 1 2 3 ไล่ไป เก็บไว้เป็นชุดๆ
ตรงจุดที่ติดต่อสอบถามจะมีซองกระดาษใส่ตั๋วไว้ให้ เล็กๆน่ารัก
ญี่ปุ่นพร้อมเป๊ะทุกอย่างจริงๆ

9. กลัวเปลี่ยนขบวนรถไฟไม่ทัน ทำไงดี
จริงๆแล้ว ถ้าจาก hyperdia.com มีตารางการเปลี่ยน ญี่ปุ่นเขาคิดแล้วค่ะ
ว่าเราจะเดินทันแน่นอน ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรืออะไรก็ตาม ดังนั้น
ตั้งสติ อ่านป้าย และไปที่ชานชาลาค่ะ !! วิ่งเพื่อความเซฟก็ได้

10. สถานีรถไฟใหญ่ๆ มีลิฟท์
ถ้าป่วยหรือ แบกของหนัก และมีเวลาเยอะ รอลิฟท์เถอะค่ะ
แต่ถ้ารีบจัด แนะนำแบกกระเป๋าลงบันไดเลย เพราะคนญี่ปุ่นบันไดเลื่อนเขาจะหลบทางให้กันเรียบร้อยเลย
(ไม่เหมือนบ้านเรา อีกละ!)

11. แล้วถ้าไม่มี JR PASS จะซื้อตั๋วปกติยังไงดี 
ไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ ที่ควรรู้ไว้คือ- เครื่องขายตั๋วมันเปลี่ยนภาษาเป็นอังกฤษได้ !!!
– สามารถซื้อตั๋วเหมือนกันได้ทีละ 3 ใบทีเดียว ไม่ต้องเสียเวลาหยอดเยอะ
– เพียงแค่เรารู้ราคา กดเปลี่ยนภาษา กดราคา ได้ตั๋วออกมาจบแล้ว
– ตั๋วจะไม่เหมือนตั๋วจองรถไฟข้างบน แต่จะเป็นแผ่นเล็กๆ

เรามาลองดูแก๊งโกกราฟมันซื้อตั๋วกันดีกว่า

STEP 1
ดูราคาจากผังด้านบน มีผังอังกฤษค่ะ สลับไว้อยู่
ถ้ามีแต่ญี่ปุ่นหมด จาก hyperdia.com จะมีบอกราคา
ใจความหลักของการซื้อตั๋วคือ รู้ราคาค่ะ 
ถ้ายังไม่รู้อีก ก็ถามพนักงานเอา เขียนชื่อสถานีเป็นอังกฤษ
พนักงานจะอำนวยความสะดวกมากมาย

STEP 2 
หยอดตู้ เปลี่ยนภาษาได้
กดเลือกราคา กดเลือกจำนวนคนได้
** ตู้พวกนี้สามารถซื้อพวก 1 day pass ตามเมืองๆนั้นได้ด้วยนะ

STEP 3
ได้ตั๋วมา หน้าตาแบบนี้
** แต่ละสถานีจะมีลายและสีด้านหลังไม่เหมือนกัน น่าสะสมมาก

STEP 4
เอาตั๋วเข้าสถานี ไม่ต้องซีเรียสว่า จะต้องเอาตั๋วด้านไหนสอดเข้านะคะ
ด้านไหนก็ได้ คือเครื่องมันจะแค่เจาะรูที่ตั๋วเท่านั้น
** ตั๋วมีอายุการใช้งานนะคะ ไม่ใช่ซื้อวันนี้ใช้พรุ่งนี้ ต้องไปซื้อใหม่ค่ะ
ดังนั้นถ้าจะขึ้นค่อยซื้อนิ ไม่งั้นเสียเงินฟรี 

STEP 5
รอรถไฟให้ถูกชานชาลา แบบที่เคยเล่ามา จบ !

เหมือนเดิมค่ะ เท่าที่นึกออกและรวบรวมมา นั่งคิดนอนคิด
น่าจะมีประมาณเท่านี้ ใครมีข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติม สอบถามได้หมดค่ะ
จขกท.ตอบตลอดเวลา 55555 ส่วนบางข้อมูลถ้าส่วนไหนผิดไปหรือยังไง คอมเม้นไว้ได้ค่ะ
แก้ไขได้ทันที ช่วยเหลือกันเพื่ออนาคตการเดินทางที่ดีของทุกคนค่ะ

สุดท้ายค่ะ ขอบคุณที่อ่านจนจบอีกทีค่ะ
ขอให้การรถไฟของประเทศเราทำได้แบบนี้สักวัน
ขอให้ทุกคนสนุกกับการเดินทางนะคะ
พวกเรา โกกราฟ สนุกกับการนั่งรถไฟค่ะ : )

Facebook Comments