Europe, France, Size S

France isn’t only about Paris : EP 3

 11 สิ่งที่ไม่ต้องไปปารีสก็เจอได้ !! 

ทำไมทุกคนขยันไปปารีส เรามีสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น ไปดูกันเล้ย

1. เมือง Aigues Mortes

เป็นเมืองสมัยยุคกลางที่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงสูง อยู่ติดกับชายฝั่งทะเล

สร้างโดย Louis IX (พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ) ปัจจุบันข้างในเป็นเมืองปกติ มีร้านขายของ และร้านอาหารให้นั่งกิน

ชิมลม ชมบรรยากาศได้ เดินสำรวจรอบๆก็เจอร้านขนมโบราณชื่อดัง (แต่รสชาติเฉยๆนะ)

แพคเกจน่ารักดีลองไปหาชมดูได้ ชอบตรงฝาของกล่องมีเจาะรูสำหรับกันชื้นข้างใน

ไม่ต้องทำเป็นซองขาวๆ แยกมา เดี๋ยวเด็กไม่รู้จะเผลอกินเข้าไป

IMG_8033   IMG_8031

 

2.Espiguette Beach

เป็นหาดที่เล่ากันว่า พี่สาวของพระเยชู ชื่อ Sarah มาขึ้นฝั่งที่นี่ และยังเป็นแหล่งรวมตัวของ

พวกยิปซีรอบโลก ในช่วง Festival of St.Sarah ช่วง 24-25 May  ของทุกปี พวกยิปซีจะเอารูปปั้น Black Sarah (สีดำ)

ที่อยู่ในโบสถ์กลางของเมือง Les Saintes มาแต่งตัวให้สวยงามและแห่ลงหาดนี้ แล้วจึงพากลับไปไว้ที่เดิม

IMG_8036 10358015_10152398116805664_264849421_n

 

3.City of Arles

สัญลักษณ์ของเมืองนี้ก็คือ ม้าสีขาว และกระทิง ระหว่างนั่งรถมาเมืองนี้ สองข้างทางก็จะเห็นฟาร์มม้าสีขาวตลอดทาง

ช่วงที่เราไปเมืองนี้ เป็นช่วง 1 วัน ก่อนเทศกาลกระทิง ที่ผู้คนจะแต่งตัวที่ขาว แล้วให้กระทิงวิ่งไล่เพื่อเข้ามาใน Colosseum และมีโชว์

คนสู้กับกระทิงแบบต่างๆ นอกจากนี้ยังถือเป็นเทศกาลใหญ่ของเมืองที่ผู็คนต่างตั้งตารอราวกับเป็นวันกินเหล้ากินเบียร์แห่งเมืองเลยก็ว่าได้

เพราะเค้าจะดื่มกันยาวๆ 4 วัน 4 คืน เลยทีเดียว ถึงกับมีบาร์ชั่วคราวสำหรับงานนี้โดยเฉพาะเรียกว่า Bodek ประมาณว่าเมาแล้วมาอีก

เมาหลับตื่นมาก็เมาต่อ พื้นที่สาธารณะตามตัวเมืองอย่างสวนจะเต็มไปด้วยผู้คนล้มตายกันเป็นแถวๆ 555

จะมีหลายที่ๆเกิดขึ้นมาเป็น ในขณเดียวกับ ก็มีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต่อต้านกับเทศกาลนี้เพราะถือเป็นการทารุณกระทิง

ทุกครั้งที่มีโชว์กระทิงจะต้องตาย 1 ตัว (4 วัน วันละ 2 โชว์ ก็ 8 ตัว)

IMG_8067     IMG_8081

4.A contemporary of Colosseum at Rome, Arles 

เทศกาลกระทิงนี้ ยาว 4 วัน ผู้คนในเมืองจะตื่นเต้นกันมาก มีวงดุริยางค์มาเล่นตรงใจกลางเมือง

สร้างความสนุกสนานตลอดวัน เช่นเดียวกันกับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาเพื่อชมงานนี้ ใครที่อยากจะชมโชว์คนสู้กับกระทิง

ต้องจองคิวล่วงหน้าเป็นเดือนๆ ไม่มีบัตรผีขายหน้างานนะ และราคาค่อนข้างแพง โดยโชว์จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ

1.Novillada – คน และ กระทิง รุ่นเยาว์ มาประลองฝีมือกัน

2.Corrida – คน และ กระทิง รุ่นใหญ่ (จะมีพวก superstar matador ของปีต่างๆ มาร่วมโชว์ด้วย)

3.Corrida Mixte – คาดว่าเป็นแบบผสมระหว่างรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่

4.Rejon –  เป็นคนขี่อยู่บนหลังม้า และ สู้กับกระทิง (เค้าบอกว่าเป็นโชว์ที่น่าดูมากที่สุด เพราะม้าจะถูกฝึกให้มีลีลาท่าทางที่สวยงาม)

เขาเล่ากันว่า ความจริงแล้ว กระทิงจะถูกตัดเขาออกนิดนึงตรงปลายแหลมแล้วเหลาใหม่ให้ดูไม่ออก

เพราะกระทิงจะกะระยะเขาของตัวเองผิดไป เพื่อช่วยให้ Matador ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

นอกจากนี้ พวกเหล่า Matador ยังมีความเชื่อว่า ก่อนออกจากห้องพักไปแข่งนั่น เขาจะจุดเทียนทิ้งไว้ในห้อง

ถ้าเทียนไม่ดับแสดงว่าเขาจะชนะ ส่วนถ้าเทียนดับก็สาหัสสากันเลยทีเดียว

 

การประลองระหว่างคน กับ วัว ในเมืองนี้นั่นได้รับอิทธิพล มาจากสเปน และ โปรตุเกส

สังเกตง่ายๆคือ แบบที่ Matador สู้กับวัวบนพื้นจะเป็นแบบสเปน ส่วน ของโปรตุเกส คนจะขี่อยู่บนหลังม้า

นอกจากนี้ยังเมืองเรื่องเล่ากันว่า ความจริงแล้ว กระทิงจะถูกตัดเขาออกนิดนึงตรงปลายแหลมแล้วเหลาใหม่ให้ดูไม่ออก

เพราะกระทิงจะกะระยะเขาของตัวเองผิดไป เพื่อช่วยให้ Matador ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

 

นอกจากนี้ พวกเหล่า Matador ยังมีความเชื่อว่า ก่อนออกจากห้องพักไปแข่งนั่น เขาจะจุดเทียนทิ้งไว้ในห้อง

ถ้าเทียนไม่ดับแสดงว่าเขาจะชนะ ส่วนถ้าเทียนดับก็สาหัสสากันเลยทีเดียว

IMG_8079

 

5.The arena of Arles

ตรงนี้เป็นพื้นที่สำหรับเวลามีคอนเสิร์ต หรือ โชว์ต่างๆมาเล่นที่นี่

IMG_8071

 

6.Le Mas Des Vertes Rives, Homestay near Avignon

เดินทางกันมาจนเหนื่อยแล้วลองมาดูที่พักของฝรั่งเศสตอนใต้กันบ้าง บ้านรูปทรงแบบนี้เรียกว่า Mas เป็น traditional style

ของ Provence house แต่จุดเด่นของการมาพักที่นี่นั่นก็คือการได้สัมผัสธรรมชาติและรับประทานอาหารออแกนิค

แบบที่เจ้าของบ้านปลูกผักและเลี้ยงสัตว์เอง แล้วเอาวัตถุดิบเหล่านั้นมาทำอาหารให้เรากิน

สามารถเลือกได้ว่าจะทานกี่มื้อ มีเช้า กลางวัน เย็น ครบเลยทีเดียว

IMG_8118
IMG_8223

ความน่าหลงใหลยังไม่หมดที่เท่านี้ เวลาทานอาหารแต่ละมื้อ เจ้าของบ้านจะจัดที่นั่งให้แขกทุกคนได้ทานร่วมโต๊ะกัน

มีการแนะนำกันกลางโต๊ะเลยพอเป็นพิธีเบาๆ เพื่อให้ได้พูดคุยและทานร่วมกันอย่างไม่ขัดเขิน

IMG_8226

เจ้าของบ้านเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยการเอาตะกร้าเครื่องดื่มทำเองมานำเสนอก่อนรับประทาน

เล่าให้ฟัง(เป็นภาษาฝรั่งเศส) ว่าแต่ละอันคืออะไร ส่วนประกอบมีอะไรบ้าง เครื่องดื่มพวกนี้จะเรียกว่า Aperitifs ( เดาว่ามาจากคำว่า Appertise)

เป็นเครื่องดื่มเรียกน้ำย่อยก่อนทานอาหาร ผสมไปด้วยแอลกอฮอล์ (ไม่สูงมาก) เดี๋ยวจะเมาซะก่อน

 

IMG_8230

หน้าตาอาหารเรียกน้ำย่อย ต่อจากเครื่องดื่ม เรียกน้ำย่อย ถ้าตามธรรมเนียมแล้ว คนฝรั่งเศสเป็นชาติที่กินข้าวนานมากกกก

ลำดับการทานดังนี้  ดื่ม Aperitifs > อาหารเรียกน้ำย่อย > สลัด หรือ ผักแบบต่างๆ > อาหารหลัก > ชีส และ ขนมปัง >

ของหวาน > ชา หรือ กาแฟ (ในขณะที่ขนมปังวางอยู่ตลอดงานจนถึงขั้นตอนชีส) ตอนที่เราเริ่มกันประมาณ 1ทุ่มครึ่ง

กว่าจะได้ลุกออกจากโต๊ะ 4 ทุ่มครึ่ง ถ้าต้องกินแบบนี้ทุกวันไม่ต้องทำอะไรกันพอดี อ้วนอย่างเดียว555

บางกรณีตามแบบครอบครัวฝรั่งเศสโดยแท้นี่เริ่มตั้งแต่มื้อกลางวัน ทานบ่าย กว่าจะเสร็จ 5 โมง

ออกไปเดินย่อยนิดหน่อย กลับมาทานใหม่ตอน 1 ทุ่ม (ไม่อ้วนให้มันรู้ไป!)

 

IMG_8234

ผัก organic วันนี้เป็น White Asparagus ของดัง คนฝรั่งเศสจะมีวิธีการกินหน่อไม้ไม่เหมือนกับคนไทย

เค้าจะเอาผักไปต้มจนสุกแล้วรอให้มันเย็น จึงราดซอสมายองเนส หรือ ซอสอะไรก็ได้ที่ให้รสเปรี้ยวนิดนึงเพื่อลดความเลี่ยน

 

IMG_8127

ส่วนอันนี้เป็นมื้อเช้า ชามที่ถืออยู่นั่นอย่าเข้าใจผิดว่าเป็นชามซุป แต่คือ ชามกาแฟ หรือ ชา

แล้วแต่เราจะเท สิ่งนี้เป็นภาชนะสำหรับใส่เครื่องดื่มตอนเช้าของชาวฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมสุดๆ (จะใหญ่ไปไหน)

 

IMG_8236

ส่วนอันนี้เป็นแยมผลไม้หลากชนิดที่ทางที่พักทำเอง มื้อเช้าก็กินแบบง่ายๆ ขนมปัง แยม และ ชา กาแฟ (ค่อยยังชั่ว)

 

 

7.Les Antiques de Glanum, Saint-Remy 

สิ่งนี้เชื่อว่าเป็นหลุมฝังศพของ พ่อแม่ของ สามพี่น้องกระกูล Julii ด้านบนสุดที่เห็นเป็นทรงกลมๆประกอบไปด้วย

เสาแบบ Corinthian ที่เราเคยเรียนกันสมัยเด็กๆ ส่วนสถาปัตยกรรมด้านหลังเป็น The Triumphal Arch of Glanum (มองไม่ชัดลองไปเซิสภาพอื่นๆดูนะ)

วิธีการสร้างคานแบบโค้งๆของโรมันนี้มีเคล็ดลับอยู่ที่ หินตรงกลาง เรียกว่า key stone

เริ่มแรกจะสร้างจากด้านข้างก่อนให้หินลดหลั่นกันมาเรื่อยๆจนมาเจอกันตรงกลาง แล้วจึงเอา key stone ที่มีรูปทรงคล้ายๆสี่เหลี่ยมคางหมูใส่ไว้ตรงกลาง

IMG_8131

 

 

 

 

8.Cloitre Saint-Paul, The centre Culturel et Historique Vincent Van Gogh

ใครเป็นแฟนคลับตัวยงของศิลปินชื่อดังอย่าง Vincent Van Gogh ไม่ควรพลาด

ส่วนนี้เป็นบริเวณโดยรอบถัดมาจาก Les Antiques de Glanum และ The Triumphal Arch of Glanum

เค้าบอกว่าตรงนี้เป็นที่ๆ เป็น inspiration ในการวาดภาพของ Vincent Van Gogh

IMG_8182
IMG_8179

ข้างๆมีป้ายบอกด้วยนะว่าภาพไหน “Wheatfield with Cypresses “

 

IMG_8190

เดินไปอีกหน่อยถึงจะเจอ The centre Culturel et Historique Vincent Van Gogh แต่อย่าเข้าใจผิดว่าจะได้เจอภาพวาด epic ของแท้ของ Vincent Van Gogh นะ

ที่นี่มีแต่ภาพตัวอย่าง (ไม่ค่อยฟินเท่าไหร่) แต่ความจริงแล้วสถานที่นี้เป็นที่ๆ Vincent Van Gogh มาอยู่เพื่อรักษาอาการป่วยทางจิต

ความเดิมคือ Vincent Van Gogh เป็นชาวเนเธอแลนด์ เป็นศิลปินในช่วงยุค impressionism (คือไม่เน้นความเหมือน อย่าง realism

แต่เน้นถ่ายทอดความรู้สึดของตัวเองที่ประทับใจกับสิ่งที่เห็นลงไปในงาน ) ภาพผลงานดังๆอย่าง Starry Night (ตามภาพ)

 

IMG_8197

ภาพด้านหลังของตึก ดอกม่วงๆคาดว่าเป็นดอก Iris เป็นอีกหนึ่งในภาพวาดที่ Vincent Van Gogh วาดได้

มีเรื่องเล่ากันว่า ตอนที่ Vincent Van Gogh พยายามวาดภาพของต้น มะกอก (เดาเองมั่วๆว่าอาจจะเป็นภาพ olive grove)

ทำให้เค้าเริ่มคลั่งขึ้น เพราะ โดยธรรมชาติแล้วใบของสีมะกอกนั่นมี 2 สี ด้านนึงเขียวแก่

อีกด้านเป็นสีเทา ทำให้เค้าลงสีไม่ได้ (แต่จริงๆน่าจะเพราะมีอาการป่วยทางจิตอยู่ก่อนแล้ว)

IMG_8198

 

 9.Palais des Papes, Les Baux de Provence

แปลเป็นภาษาอังกฤษก็คือ Pope Palace ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน(อีกอัน)ในสมัยยุคกลาง สามารถเที่ยวชมหมู่บ้านได้ทั่ว

มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีทั้งโบสถ์ วัง ของกิน และอื่นๆอีกมากมาย ส่วนวังนี้นับเป็น วังแบบ Gothic ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

วังนี้สามารถเข้าชมได้แต่ต้องซื้อบัตรเข้าไปชมและเผื่อเวลาเยอะๆหน่อย มีขนาดใหญ่ใช้เวลามากทีเดียว

แต่ถ้าใครไม่มีเวลาลองโฉบๆ เค้าไปดูร้าน gift shop ข้างในได้ จะได้พอเห็นบรรยายกาศและของข้างในจากของที่ระลึก ไม่เสียตังค์ด้วย555

 IMG_8219 IMG_8218  

 

 10.Marseille Port

เป็นอีกหนึ่งเมืองท่าที่มาแวะเวียน  Marseille  เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 รองจาก Paris จึงทำให้เป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมที่หลากหลาย

ในสมัยก่อน นักเรียนไทยท่ี่จะมาเรียนต่อยุโรป ต้องนั่งเรือมาลงที่นี่ก่อนจึงสามารถต่อพาหนะอื่นๆไปต่อ

IMG_8245   

นี่เป็นไอเดียเก๋ๆ ที่เค้าสร้างไว้เป็นทั้งที่บังแดด บังฝน และยังใส่คุณประโยชน์ให้เอาไว้ถ่ายรูปได้อีกด้วย555 อยู่ติดท่าเรือเลย

 IMG_8266

 

11.Miramar, Restaurant

เดินทางจนเหนื่อยก็ต้องมาจบที่ของกินซักหน่อย มื้อนี้เรานั่งกินที่ร้าน Miramar ตั้งอยู่ริมท่าเลย

ความจริงแล้วตั้งใจจะไปกินร้าน Michelle เป็นร้านช่ือดังของเมืองนี้ แต่เราไม่ได้จองไว้

จึงมากินร้านนี้แทนน่าจะอร่อยไม่แพ้กัน แต่ราคาถูกกว่าด้วย (แต่ทั้ง 2 ร้าน เป็นร้านที่ราคาค่อนข้างสูงนะ

ดูจากหน้าตาและการตกแต่งแล้ว สมน้ำสมเนื้อ) ลูกค้าในร้านส่วนมากจะเป็นคนค่อนข้างมีอายุหน่อย

เริ่มต้นกันที่อาหารเรียกน้ำย่อยก่อนเลย  “Brandade de lotte avec sauce pistou coulis de tomate”

IMG_8271   IMG_8286IMG_8288   IMG_8279

ดังที่มาเมืองนี้แล้วต้องกินคือ Bouillabaisse เป็นเหมือนสตูปลาเป็นอาหารหลัก

ส่วนของกินด้วยกันก็คือ ขนมปัง ซอส และ กระเทียม ตอนแรกเราก็กินอย่างเก้ๆกังๆจนคนที่นั่งโต๊ะข้างๆ

เป็นคนมีอายุหน่อยถึงกับต้องสอนวิธีการกิน (เป็นภาษาฝรั่งเศส) ว่าต้องทำยังไง จนถึงบางอ้อว่า

เราต้องเอากระเทียมมาขูดบนขนมปังก่อนนะ แล้วราดซอสสีส้ม แล้วเอาไปวางในสตู รอให้นิ่มนิดนึงแล้วค่อยกินด้วยกัน

หลังจากนั่นคนโต๊ะข้างๆก็ไปบอกพนักงงานเสริฟว่าให้สอนเรากินด้วยว่ากินยังไง

แล้วพี่แกก็คอยเอาใจช่วยพวกเราตลอดการกินอาหารแต่ละจาน น่ารักจริงๆ คนฝรั่งเศสนอกเมือง

 

IMG_8275

อันนี้เป็นปลา และ ปลาหมึก มาเมืองท่า ก็ต้องกินอาหารทะเลชิ!

 

IMG_8290   IMG_8298
IMG_8295   IMG_8296

ตามด้วยของหวานล้างปากของทางร้าน และตบท้ายด้วยของหวานที่เราสั่ง

 

IMG_8293

พอตอนกินเสร็จได้ยินเสียงน้องคนไทย เลยสัมภาษณ์ซักหน่อยได้ความว่า

น้องมาฝึกงานที่นี่ 3 เดือน มาจากการโรงแรมของ มหาวิทยาลัยศิลปากร (หมายลัยดีจัง มีคอนเนคชั่นส่งมาถึงนี่)

ปล.อนุญาตลงรูปน้องในรูปด้วยนะคะ ถ้าเจ้าตัวหรือเพื่อนมาเห็นฝากบอกด้วยคะ ถ้าไม่ยินดีให้ลงรูป บอกได้เลยคะ

 

ปล.หากข้อมูลมีความผิดพลาดประการใดขออภัยมาณที่นี้ด้วย

(ข้อมูลส่วนมากฟังมาจากไกด์ local เป็นภาษาอังกฤษอาจมีความคลาดเคลื่อนกรุณาอ่านเพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น)

*รูปทั้งหมดถ่ายด้วยไอโฟนคุณภาพอาจจะไม่ค่อยคมชัดนักแต่ไม่ผ่านการรีทัชใดๆ

Facebook Comments