02 - Japan, Asia, Japan, Kanto

Japan North – South : EP8 Tokyo Day 2 – Design Day

เรายังอยู่กันที่ โตเกียว ค่ะ : )

9 พฤศจิกายน 2555 

เราออกเดินทางกันมาเกือบ 10 วันแล้ว เป้าหมายของระยะทางไปได้ส่วนหนึ่ง
แต่ตอนนี้ถึงแล้ว โตเกียว ค่อยอุ่นใจหน่อย

เช้าวันนี้เราสี่คนจึงคุยกันว่า อยากจะไปไหน โตเกียวมีที่ให้เดินดูเยอะมาก ยิ่งถ้าอยากเดินพวกกระจุกกระจิก
เยอะไปหมด ตั้งแต่ ชิโมคิตาซาว่า จิยูกาโอกะ ไดคังยามะ ฯลฯ ล้วนย่านอินดี้โคตรๆ ที่แบบจะมีของกินรายทาง
ร้านเค้ก ร้านเสื้อผ้า ซีดี กาแฟ เก๋ชิคๆ ไปหมด ส่วนพวกเราแมสมาก ในชีวิตหนึ่งขอไปที่แมสๆที่คนเขาไปก่อนละกัน
ส่วนพวกอินดี้ไว้ทีหลัง (เรียนดีไซน์มายังไง?)

เช้าเราจึงเริ่มต้นที่สถานีรถไฟโตเกียว เพื่อออกไปถ่ายรูปกับตึกหน้าสถานีเก่าแก่
สวยดี ยามเช้า

ออกจากสถานีก็เจอป้ายนี้เลย คาดว่าน่าจะได้นะ ทำสวยเชียว

 

สถานีรถไฟหลักของโตเกียว สถานีโตเกียว

ท่ามกลางย่านนั้นมีตึกสูงใหญ่ สถานียังคลาสสิคอยู่
ญี่ปุ่นเค้าเก่งเรื่องการอนุรักษ์นักแล

 

พวกเรากับสถานีโตเกียว
โดยคุณป้าชาวญี่ปุ่น : )

ดื่มด่ำบรรยากาศยามเช้าหน่อย ทำไมรู้สึกว่าประเทศนี้ไม่มีขี้ฝุ่นเลย อวยเกินเหตุไปปะ

 

หลังจากมาเพื่อถ่ายรูป วันนี้มีที่ต้องไปเยอะหน่อย
เราก็ไปต่อกันที่ ชิบุย่า ไม่ได้จะไปเพื่อเดินเล่นชิบุย่านะ
เราจะไป โอโมเตะซานโดะ กันจ้ะ

ข้าวเช้าอย่างยาจกวันนี้คือ ข้าวปั้นสถานีรถไฟชิบุย่า ก้อนละ 200-300 เยนเท่านั้น
เห็นยาจกอย่างนี้ก็แซลมอน ไข่ปลาแซลมอนนะจ๊ะ ดูหน้าตาอารมณ์เบิกบานกันใหญ่

กินก็เดินต่อกันหน่อย เราไม่รู้ว่า โอโมเตะซานโดะไปทางไหนหรอก
แต่ก็ออกไปทางประตู หมาฮาจิโกะ นั้นแหละ ดังสุด

รูปปั้นสุนัขฮาจิโกะ อยู่ที่ทางออกชิบุย่า (เขาเรียกว่ากันว่า ทางออกฮาจิโกะเลย)
ทุกคนน่าจะรู้กันอยู่แล้วเรื่องหมาน้อยกลอยใจ รักเจ้านายมารอเฝ้าที่สถานีทุกวัน
เจ้านายตายไปก็ยังไม่รู้ ก็นั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้น ใครดูหนังแล้วเป็นต้องร้องไห้ทุกรายไป
ส่วนพวกเราได้มาเห็นแล้ว จุดนัดพบของวัยรุ่น ฮาจิโกะซัง

 

อยากไปไหนแบบไม่รู้ทาง วันนี้ขี้เกียจไม่อยากจะเตรียมตัวดีนัก
ก็ถามตำรวจเอาว่า โอโมเตะซานโดะไปทางไหน คุณตำรวจก็ชี้ๆบอกทางให้
เราก็เดินตามไป จากฮาจิโกะเลี้ยวขวาเดินขึ้นเนินไปเรื่อยเลย

แยกชิบุย่ายามเช้า ขนาดตอนเช้ายังคึกคัก สุดยอด

เขาบอกให้เดินไปทางไหนก็ไป ชาวคณะก็เดินกันไป

และแล้วยามสาย เราก็มาถึงโอโมเตะซานโดะ จนได้ !!


เราไม่นั่งใต้ดินมาเพราะมันเป็นของ metro ไม่ใช่ JR เสียตังค์เพิ่มเดินดีกว่า

ประเด็นหลักของการมาย่านนี้คือ มาดูตึก !
ใช่ คงไม่ค่อยมีกลุ่มเด็กเกรียนไทยไหนมาเพื่อมาดูตึก พวกเรามาเพื่อสิ่งนั้น
เริ่มจาก ชื่อดังที่สุดในย่าน เป็นที่ฮือฮาในวงการมากมาย

 

ใครเดาถูก ตึกนั้นคือ Prada ร้านแบรนด์เนมชื่อดัง แถมถนนเส้นตึกพราด้าก็เต็มไปด้วยแบรนด์ดังอีกบรึม
แต่ตึกนี้มันเป็นไฮไลท์จริงๆ ความฝันของ จขกท.คือ มาจับเพื่อให้รู้ว่า มันทำด้วยกระจกหนาแค่ไหน
เลนส์เว้าหรือนูน แล้วที่เขาบอกว่ามันมีชั้นใต้ดินจริงหรือไม่ วันนี้แหละ ข้าจะมาพิสูจน์ !!

หลังจากการได้สัมผัสกระจกแล้ว มันคือเลนส์นูนค่ะ โค้งเว้าได้รูปด้วย หนามากด้วย
แล้วตอนนี้ก็จะเข้าไปในช็อปกัน บรรดาสาวๆ ฮ่า

จริงๆก็ไม่ได้อยากจะไฮโซอะไรหรอกนะเคอะ พอดีมาถึงย่านแล้ว ไอที่ผ่านมายาจกหน่ะโกหก
เราเก็บหอมรอมริบมาเพื่อถอยกระเป๋าโดยเฉพาะ ว่าแล้วเข้าไปในช็อปกันดีกว่า โฮะโฮะ

ปล.เกิดมาเพิ่งเคยสังเกตว่า โลโกพราด้าตรงตัว R มันหยึกเข้าไปด้วยแฮะ ไม่สังเกตไม่รู้เลย

 

ถัดจากตึกไปด้านขวาจะมีอุโมงค์สักหนึ่งอยู่ ปลูกหญ้าด้วย
นั่นคือ ฐานทัพลับที่มาทางใต้ดินแน่ๆ เปิดให้เดินด้วย พวกเรามุ่งหน้า

เดินลงไป นั่นคือ ช็อปพราด้าภาคใต้ดิน เวอร์ชั่นขายของไฮโซมากขึ้น
เช่น หมากรุกพราด้า เข็มทิศพราด้า (ใครจะซื้อวะ) ตามนั้นค่ะ
ปริศนาทั้งหมดไขกระจ่างแล้ว แต่ด้วยความกระแดะส่วนตัว
ทุกคนใส่รองเท้าผ้าใบ สะพานเป้ แต่อยู่ในช็อปพราด้า เอิงเอย

 

ด้วยความไฮโซอยู่ พวกเราก็ยังจะอยู่ในย่านรวยๆต่อไป
เดินช็อปนี้ออกช็อปนั้น แน่นอนไม่ซื้อสักอย่าง
ปล.ตอนนี้นี่มันแบรนด์เนมชัดๆ แบ็คแพคเกอร์หายไปไหน !!

MARC JACOB

อย่าลืมพวกเราเป็นดีไซนเนอร์นะคะ ไม่ใช่ไฮโซ
แต่มาเพื่อดูว่า โลกไปถึงไหนแล้ว การเป็นนักออกแบบต้องตามทันโลกระดับหนึ่งด้วย
นอกจากจะมาออกเดินทางแล้วยังไม่ลืมที่จะพกความรู้ในด้านที่เราเรียนมาศึกษาอีก สุดยอด คุ้มละ

ISSEY MIYAKE

ช็อปเท่มาก ดูแค่ชุดที่หุ่นก็จี๊ดละ

ถ้าใครว่างนั่งอ่านมาจะเลคเชอร์ให้ฟังค่ะ
เพื่อการอินกับการอ่านตอนนี้มากขึ้น เราจึงอยากนำท่านทั้งหลายเข้าสู่โลกของเรานิดหน่อย
พวกเราเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ค่ะ การมาญี่ปุ่นนี้ไม่ใช่แค่การเที่ยวแต่ยังได้สร้างแรงบันดาลใจในงานต่างๆกลับไปอีก
แค่เห็นช็อปไหนสวย เขาแต่งดิสเพลย์กันยังไง ก็อิ่มตาแล้ว ยิ่งญี่ปุ่นไม่ต้องพูดถึง

เพื่อความอินกับเนื้อหามากขึ้น
เราขอเริ่มทำความรู้จักกับ

ISSEY MIYAKE
อิซเซ่ มิยาเกะ เป็นดีไซนเนอร์ค่ะ เด็กเมืองฮิโรชิม่า
แล้วก็มาเรียนที่ Tama University (มหาลัยนี้คนเมพด้านดีไซน์เขามักเรียนกัน)
จากนั้นก็ไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสทำงานเบื้องหลังให้หลายแบรนด์มากมาย
Guy Laroche, Hubert de Givenchy พอเมพแล้วเขาก็กลับมาบ้านเกิด
มุ่งมั่นที่จะเอาวัฒนธรรมศิลปะของประเทศชาติตนเองมาผสมผสานกับดีไซน์ของเค้า
เช่น โอริงามิ (ศิลปะการพับกระดาษญี่ปุ่น – ที่เคยฮิตอยู่ช่วงหนึ่ง)
โอริงามิ เป็นแรงบันดาลใจการจับพลีท (พลีทเหมือนกระโปรงพลีท ที่ นักศึกษาใส่แหละค่ะ)
จึงกลายมาเป็นแบรนด์ PLEATS PLEASE ที่เราถ่ายรูปมาให้ดูกันเป็นช็อปหนึ่ง
แบรนด์นี้จะเด็ดมากตรงที่เสื้อผ้าทุกอย่างจะเรียบแต่จะจับพลีท
หายากมากที่คนไทยจะใส่ แต่พวกเราเคยเจอคนญี่ปุ่นใส่
PLEATS PLEASE มาทั้งตัวแล้ว เชี้ย สุุดยอด !!

ถ้าท่านไม่ค่อยคุ้นหูชื่อนี้กัน ถ้าเห็นงานของเค้าคนนี้แล้วเราทั้งหลายต้องร้องอ๋อ

เกทกันรึยังคะ อ๋อใบนี้ที่อยู่ๆมันก็ฮิตแล้วคนก็ก็อปกันโคตรเยอะ มันมาจากนี่นี่เอง
ลองดูงานอื่นๆ ของแบรนด์นี้กันบ้างค่ะ

อันนี้เป็นโฆษณาของเค้าค่ะ เอาผ้ามาอัดพลีททำเป็นซูชิอีก ญี่ปุ่นมากและสวยงาม
สังเกตว่าโลโก้ของแบรนด์ยังผ่านการอัดพลีท โอย สุดยอด กราบ

เสื้อผ้าค่ะ อัดพลีท คอนเซ็ปท์จริง

ความเท่แค่นั้นยังไม่พอ อิซเซ่มิยาเกะยังออกไลน์ต่างๆของสินค้าอีกเยอะ
ที่เป็นแบรนด์ ISSEY MIYAKE ที่ดังและจขกท.อยากได้มากที่สุดคือ นาฬิกาค่ะ

สวยงามค่ะ งานออกแบบโดย Naoto Fukasawa คนนี้เป็นใครอะไรยังไง เดี๋ยวเราจะพาไปรู้จักกันต่อค่ะ
วันนี้บอกแล้ว ดีไซน์จัดเต็มค่ะ !

 

สาระค่อยมาต่อค่ะ เราก็เดินกันมากลับสี่แยกสถานีรถไฟโอโมเตะซานโดะ เพื่อเดินย้อนกลับไป
โอโมเตะซานโดะฮิลล์ค่ะ แถวนั้นก็จะมีช็อปเยอะแยะไปหมด เหมือนเป็นพารากอนเวอร์ชั่นไม่ได้อยู่ในห้องแทน

มาเจอป้าปลาหมึกหลุยส์..

 

บรรยากาศใบไม้เปลี่ยนสีก็ยังมีอยู่นะคะ อากาศดีเหมาะแก่การเดินเล่นมาก

ทางด้านตรงข้าม Omotesando Hills ก็จะมีตึกใหญ่ๆอันหนึ่งที่ขึ้นไปชั้น 3 จะเจอ MoMa Design Store ค่ะ
เลคเชอร์กันต่อค่ะ MoMa ย่อมาจาก The Museum of Modern Art เป็นมิวเซียมอาร์ตที่ดังมากในนิวยอร์ก
ดังจนมีช็อปที่ขายสินค้าดีไซน์หลายอย่างค่ะ ตั้งแต่นาฬิกาของ ISSEY MIYAKE สมุด นาโนบล็อค พวกของหลายอย่างมาก
แนะนำว่าถ้าใครมาญี่ปุ่น เบื่อแล้วซื้อพวงกุญแจการ์ตูน เครื่องราง ของกิน แนะนำค่ะ ที่นี่ถูกใจแน่ พวกเรายังชอบ (อาจจะเฉพาะพวกเราปะเนี่ย)

 

จากมุมหนึ่งของอาโอยาม่า (ใก้ลๆ โอโมเตะซานโดะ) ในที่สุดเราก็บังเอิญเจอ
FOUND MUJI ร้านมูจิ สีดำ ! ความเท่ของร้านนี้เขาบรรยายไว้ว่า
” World’s First Muji Store Reborn as “Found Muji Aoyama”
มูจิ ร้านแรกของโลก !!!

เลคเชอร์กันต่อ

MUJI
มูจิเป็นแบรนด์หนึ่งที่น่าจะพอมีชื่อเสียงในไทยบ้างระดับนึง
มูจิขายของทั่วไป ปากกาสมุดดินสอยางลบ รองเท้า กระเป๋า เครื่องใช้ในบ้าน
เครื่องใช้สำนักงาน พูดง่ายๆขายทุกอย่าง

มูจิมีความตั้งใจมาตั้งแต่ต้นว่าจะทำแบรนด์ที่ไม่มีแบรนด์
ด้วยความเรียบง่ายตามหลักแนวคิดของเซน
สมุดก็ไม่มีลาย ทุกอย่างเรียบหมด มันก็เลยใช้ง่าย จะเอาไปทำอะไรก็ได้
คนญี่ปุ่นก็เลยถูกใจ มีช็อปเยอะไปหมด (มีสมุดมูจิขายตาม family mart ด้วย)
พอเข้าไทยก็อัพราคาขึ้น แบรนด์เลยดูยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าที่จะเป็น
เพราะมูจิในญี่ปุ่น ถูกมาก ของมากจริงๆ

ถ้าใครเคยใช้สินค้าของมูจิ มันจะบอกเราทุกอย่างแล้วว่า เรียบมากแค่ไหน
ป้ายราคาก็เรียบ บอกแค่มันคืออะไร ไม่มีลาย ไม่เวิ่นเว้อไม่เยอะแยะ

ชื่อเต็มของร้านนั้นคือ MUJI-RYOUHIN (無印良品)
ถ้าคนเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก็คงจะเข้าใจความหมายทันที โดยอักษร 4 ตัวนี้แปลว่า

無 – ไม่มี
印 – ยี่ห้อ, แบรนด์
良 – ดี
品 – สินค้า

เมื่อรวมกันแล้วจะแปลได้ว่า “ของดี ไม่มียี่ห้อ”!!!
แต่เนื่องจากชื่อยาวไป ทางร้านจึงเขียนสั้นๆว่า MUJI

ที่มา : http://anngle.org/th/lifestyle/fashion-culture/muji.html

ส่วนที่พวกเรามากันนี่คือ Found Muji จะไม่เหมือนมูจิในปัจจุบันเลย
ทุกอย่างดูเป็นข้าวของเครื่องใช้มีลาย เหมือนยังเป็นของยุคแรกๆที่มูจิเพิ่งเปิดใหม่

ร้านนี้ดูเหมือนคนละร้านกับมูจิที่เรารู้จักเลย
โลกเราเป็นเช่นนี้แล ต้นกำเนิดของเรามักจะไม่เหมือนเราตอนนี้เท่าไหร่นัก
สังเกตนักเขียนการ์ตูนสิ ลายเส้นยังเปลี่ยนเลย

 

แถวอาโอยาม่า-โอโมเตะซานโดะ มีร้านกระจุกกระจิกเยอะมากมายอาจไม่อินดี้เท่าย่านอื่น
แต่ก็อิ่มหนำละเรา วันนี้สาระเยอะหน่อย ดีไซน์สะใจดี

เดินไปเจอะกับ Paul Smith ร้านเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าใหญ่ ผิดมู้ดพอลสมิธมวากส์

ร้านสวยดี กลางป่า

 

หลังจากดีไซน์ห้างร้านทั้งอาโอยาม่า โอโมเตะแล้ว
เราก็นั่งรถไฟใต้ดินกันไปต่อที่ รปปงงิ ย่านดีไซน์อีกโซนนึง

ทำไมต้องมารปปงงิ ประเด็นหลักสำคัญคงอยู่ที่มิวเซียมนี้แหละ
21_21 ติดตามต่อพรุ่งนี้นะคะ วันนี้สาระจัด อย่าเพิ่งเบื่อ ฮ่าฮ่า

 

หลังจากที่เราไปย่าน อาโอยาม่า-โอโมเตะซานโดะ แบรนด์เนมแล้ว
คราวนี้ก็มามิวเซียมที่คิดว่า ชีวิตหนึ่งต้องมาให้ได้
ที่นี่คือ 21_21 designsight อยู่ที่สถานีรปปงงิ ฝั่ง Tokyo Midtown ค่ะ
ทำไมต้องมา เรามาเลคเชอร์กันต่อ

ถ้าให้นับว่าดีไซนเนอร์ในดวงใจของญี่ปุ่นที่ท็อปของพวกเรา มันมีอยู่ไม่กี่คนหรอกค่ะ
1. ISSEY MIYAKE – แฟชันดีไซเนอร์ เจ้าของแบรนด์ PLEATS PLEASE ที่เล่าไปด้านบน
2. TADAO UNDO – ทาดาโอะ อันโดะ สถาปนิก คนนี้รับรองว่าเด็กในวงการสถาปัตย์ต้องรู้จักชื่อแน่
3. NAOTO FUKASAWA – นาโอโตะ ฟุกาซาว่า โปรดักส์ดีไซเนอร์ คนนี้ขออุบไว้ก่อน เราว่าทุกคนรู้จักงานเค้าแน่นอน
4. TAKU SATOH – ทาคุ ซาโต้ กราฟิกดีไซเนอร์ อุบก่อน เรารู้ว่าคุณเคยเห็นงานเขาแน่

TADAO UNDO
เด็กถาปัดถูกสอนให้จำชื่อนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ทาดาโอะอันโดะ เป็นชาวโอซาก้าไม่เคยเรียนถาปัดมาก่อน
แต่เดินศึกษาด้วยตัวเอง ดูวัด ดูสถาปัตยกรรมต่างประเทศเอง อ่านหนังสือของสถาปนิกชื่อดังต่างๆ
แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์,เลอ คาร์บูซิเออร์,หลุยส์ไอคาห์น (ชื่อเฉพาะมากๆลองเอาชื่อไปเซิสกันต่อนะคะ)
ถ้าถามว่าเฮ้ยมีเงินเดินทางเยอะได้ไง ตะก่อนเขาเป็นนักมวยมาก่อน เดินทางไปชกหลายประเทศก็ดูตึกไปเรื่อย
จนสุดท้ายก็ผันตัวเองมาเป็นสถาปนิกจนได้

งานของอันโดจะเน้นเรื่องแสง เรื่องธรรมชาติเป็นสำคัญ โดยงานส่วนใหญ่จะไม่มีหน้าต่าง
มักเป็นปูนเปลือยและมีช่องให้แสงลอดผ่าน เพราะงานเป็นเอกลักษณ์ทำให้อันโดะได้รางวัลต่างๆมากมาย
เรียกว่าเป็นสถาปนิกชื่อดังของญี่ปุ่นต้นๆคนนึงเลย

และแน่นอน โกกราฟ มาญี่ปุ่น มาทำไมถ้าไม่ได้เห็นงานของไอดอลในดวงใจเราบ้างเลย
และที่เท่กว่านั้น  21_21 designsight  เป็นสถานที่ที่รวมตัวของทั้ง 4 คน
งานสถาปัตยกรรมของทาดาโอะอันโดะ ภายใต้คอนเซปผ้าผืนเดียวของอิซเซ่มิยาเกะ
และ director ของงานข้างในที่จัดแสดงคือ นาโอโตะ และ ทาคุ

เห้ย แค่เอา 4 คนนี้มารวมกันก็สุดยอดแล้ว เข้าไปดูกันเถอะ !!


แค่ถังขยะยังสวย ให้ตายเหอะ !!


รปปงงิ อยู่ที่พื้น ญี่ปุ่นเอย ดีเทลเอย

 

ทำไมชื่อ 21_21 
20/20 vision คือระยะการมองเห็นของคนปกติในระยะ 20 ฟุต
โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ช่วย (perfect vision)
และนี่คือที่มาของชื่อ 21_21 Design Sight ดีไซน์แกลลอรี่
ที่สะท้อนให้เห็นถึงสายตา และทัศนวิสัยที่กว้างไกลกว่าเดิม คอนเซปเขาแน่นจริงค่ะ

เห็นตึกดูแบนๆแบบนี้แต่จริงๆแล้ว มี 2 ชั้น 70% เป็นชั้นใต้ดินค่ะ
ทาดาโอะจงใจโชว์พื้นผิวเรียบเนียนของคอนกรีตที่เปิดเปลือยไร้สีแต้มทา
หลังคากำหนดให้เป็นแผ่นเหล็กเรียบผืนใหญ่ผืนเดียวพับกลางเป็นหลังคา
ด้วยแนวคิด “ผ้าผืนเดียว” ของ อิเซ่ มิยาเกะ


ภาพจากในเวบ http://www.2121designsight.jp/en ค่ะ

 

ค่าเข้าคนละ 1000 เยนค่ะ
เด็กนร. 500-800 เยนนะคะ พวกเราสูตรเดิมบัตรนักเรียน ฮี่ๆ

จะเห็นโปสเตอร์ตัว T สีเหลือง ตอนที่พวกเราไปเป็นนิทรรศการของคุณ Ikko Tanaka พอดี

 

ไอโกะ ทานากะ (Ikko Tanaka) เป็นกราฟิกดีไซเนอร์ญี่ปุ่นค่ะ คนเมืองนารา
พวกเราตอนไปก็ไม่รู้จักเขาหรอก พอได้ดูงานใน 21 ก็เริ่มเข้าใจว่า
เขาเป็นนักออกแบบโปสเตอร์รุ่นเดอะมากๆ เรียกว่าในตำนาน

ข้างในไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปค่ะ เข้าไปห้องแรกก็เป็นห้องเล่าว่า ไอโกะชอบสะสมหนังสือ
แล้วก็มีหนังสือเยอะมากที่เขาสะสมไปเรื่อย ห้องต่อมาก็เริ่มเป็นงานเขา
งานเขาตั้งแต่สไตล์ญี่ปุ่นจ๋า จนมาถึงยุค abstract ที่เน้นการใช้รูปทรงเรขาคณิต ทำให้น้อยลง
แต่ไอโกะก็ยังดึงเอาความเป็นญี่ปุ่นออกมาอยู่

ลองมาดูงานเขาดู (ภาพจากอินเตอร์เนตนะเคอะ)

น้อยและญี่ปุ่นมั๊ย

นอกจากนี้เขายังเป็นผู้วางรากฐานกราฟิกแบรนด์เยอะแยะมากมาย (ที่แบบไม่ได้ไปดูอาจไม่รู้เลย)
เช่น มาสด้า อิซเซ่ มิยาเกะ มูจิ นี่แหละปรมาจารย์ (เขาตายไปแล้วเมื่อปี 2002)

ส่วนที่ถ่ายรูปในที่นี่คือ กำแพงสีค่ะ

จากที่อ่านมาเขาบอกว่า เป็นสีที่ผสมเอง
คือ ในระบบการทำสีเนี่ย โลกแห่งการพิมพ์ส่วนใหญ่ในไทยจะใช้ pantone ค่ะ

Pantone
เลคเชอร์ต่อ อันนี้เป็นความรู้ที่ดีแก่คนอยากทำโบรชัวร์ สิ่งพิมพ์เองแล้วไปจ้างดีไซเนอร์
แล้วก็สงสัยว่าไมคุยกับมันไม่รู้เรื่อง เรื่องสีมันเป็นเช่นนี้ค่ะ

คอมทุกคนล้วนเห็นสีที่ไม่เหมือนกัน สมมติว่า เราเป็นกราฟิกนั่งทำคอมอยู่บ้าน
โอเคสีเขียวนี้ ส่งไฟล์ไปให้ลูกค้าดู ลูกค้าก็จะเห็นอีกสีเขียวนึง ซึ่งอาจต่างกันเล็กน้อย (แต่ก็แอบเรื่องใหญ่นะ)
เวลาพิมพ์จริงออกมา มาดูด้วยกันก็จะแบบ เห้ยทำไมไม่เห็นเขียวเหมือนที่เห็นเลย
ดังนั้นโลกนี้จึงมีสิ่งที่เรียกว่า Pantone มันคือสมุดเล่มนึงของบริษัทนึงชื่อ แพนโทน ทำขึ้นมา

แพนโทนมีไว้เทียบสีพิเศษค่ะ เช่น เราอยู่หน้าคอม เปิดแพนโทนของตัวเอง จะเอาสีเขียว 353U (มันมีรหัสชื่อมันค่ะ)
ก็บอกลูกค้าว่า เออสี 353U นะ ลูกค้าซึ่งก็ต้องมีแพนโทน (ถ้าไม่มีโรงพิมพ์จะมีทุกที่ค่ะ) ก็จะมาเปิดดูและตกลงกัน
ดังนั้นก็จะเห็นสีตรงกัน เวลางานเสร็จก็ได้ไม่ทะเลาะกันนะคะ

กลับมาที่ผนังสีที่ 21 กันต่อ มันต่างจากแพนโทนยังไง
คือ บนโลกนี้ ไม่ได้มีแพนโทน ยี่ห้อเดียวที่ทำสีและทำสมุดค่ะ
ยังมี Toyo ,  Dic Color และอีกหลายยี่ห้อ
กำแพงสีนี้ก็เหมือนกัน เป็นสีอีกยี่ห้อหนึ่งที่ญี่ปุ่นทำขึ้นมา
มันเท่ตรงนั้นแหละค่ะ คิดดูว่าคุณมีสีของตัวเองบนโลก !

 

สาระมากมั๊ยคะ ฮ่าฮ่า นี่แหละโลกการทำงานของเรา
ทุกอาชีพล้วนมีดีเทลค่ะ ถ้าเที่ยวแบบเราก็เที่ยวแบบนี้นิดหน่อย
จบสาระด้านดีไซน์ก่อน พวกเราก็ออกมาจาก 21_21 ต้องรีบทำเวลานิดหน่อย
เพราะกลัวพระอาทิตย์ตกซะก่อน

ที่ต่อไปก็แถวนั้นเดินไปสองก้าว Tokyo Midtown เป็นห้างค่ะ สวยดี แต่เดินเพื่อไปเข้าห้องน้ำหน่ะ
เพราะพวกเราจะไป Roppongi Hills ต่อ

เดินจาก โตเกียวมิดทาวน์ ข้ามฝั่งไปสักพักก็ถึง รปปงงิฮิลล์ค่ะ
มีห้างอีกเหมือนกัน และชั้นบนมี Mori Arts Museum อยู่ แต่เราไม่ได้ขึ้นค่ะรีบทำเวลานิดหน่อย
ประเด็นหลักที่จะมาที่นี่เพราะ แมงมุม

แมงมุมตัวนี้ มันทำไม ?
ถ้าคนไปเที่ยวต่างประเทศ เที่ยวตามมิวเซียมบ่อยๆจะแอบคุ้นๆกะแมงมุมตัวนี้
แมงมุมตัวนี้อยู่ที่มิวเซียมหลายที่ทั่วโลก พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ซัมซุง ที่กรุงโซล เกาหลีใต้,
หอศิลป์ เทต โมเดิร์น (Tate Modern) ที่กรุงลอนดอน อังกฤษ
หรือพิพิธภัณฑ์กุกเก็นไฮม์ ที่เมืองบิลเบาของสเปน

ภาพประกอบ

แมงมุมมีชื่อว่า มาแมน (Maman) ผลงานของศิลปินและประติมากรชาว
ฝรั่งเศส-อเมริกัน นามว่า “หลุยส์ โจเซฟิน บูร์ชัวส์” เธอทำงานศิลปะแนวใหม่ที่ชื่อว่า confessional art
คือ ศิลปะแห่งการสารภาพ คือเราต้องรู้เบื้องลึกชีวิตเธอก่อนถึงจะเข้าใจว่า งานชิ้นนี้มีความหมายอย่างไร

แมงมุมของเธอหมายถึง แม่ ตามประวัติพ่อทิ้งเธอไปตั้งแต่เด็ก แล้วคนที่เลี้ยงดูอุ้มชูเธอมาคือแม่
บ้านเธอเดิมทำธุรกิจสิ่งทอ (ก็เหมือนใยแมงมุม) ที่แม่เธอก็คอยเลี้ยงดูเธอและปกป้องเธอมาตลอด

ลึกซึ้งมั๊ย การมาดูแมงมุมช่างมีความหมาย : )

ที่มา : http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02dlf07210653&sectionid=0225&day=2010-06-21

 

นอกจากแมงมุมแล้ว ลานกว้างที่รปปงงิ ฮิลล์ยังมองเห็นกรุงโตเกียวเกือบจะทั่วด้วย
และที่สำคัญเป้าหมายต่อไปของเรา

เย็นนี้กับโตเกียวทาวเวอร์
เพราะเมรีเควสมาว่า อยากเห็นภาพแบบในหนังเรื่อง Always สักครั้งจัง
(ได้ข่าวว่าอยู่คนละมุมกว่าจะถึงก็พระอาทิตย์ตกละ เม)

ออกจากย่านรปปงงิ พวกเราก็มาโตเกียวทาวเวอร์อีกครั้ง คราวนี้ตั้งใจขึ้นจริงจัง
ต่อให้โตเกียวมีสกายทรีแล้ว พวกเราก็ยังอยากจะขึ้นหอแดงนี้
มันคลาสสิค !

ค่าเข้าเวลาเปิดปิด ดูตามภาพค่ะ สาระข้อมูลชัดๆ
พวกเราก็ขึ้นแบบ Main พอ 820 เยนค่ะ

พอซื้อตั๋วเสร็จ เขาก็พาขึ้นลิฟท์เหมือนทุกที่ ก็ขึ้นมาถึงจุดชมวิวแล้ว
ต้อนรับด้วยหนูน้อยหุ่นยนต์ ตัวอะไรที่เช็ดพื้นหรอ ?

 

โตเกียว จาก โตเกียวทาวเวอร์

ระหว่างรอฟ้าค่อยมืด พวกเราก็นั่งเขียนโปสการ์ดค่ะ
นั่งกับพื้นมันนี่แหละ เห็นวิวด้วย สบายดีด้วย

และแล้วฟ้าก็มืด เวลาที่รอคอยก็มาถึง

สังเกตถนนเส้นนี้นะคะ ตอนกลางวันหน้าตาแบบนี้

ตอนกลางคืน จะกลายเป็นถนนโตเกียวทาวเวอร์ค่ะ

มาลองหาดูกันนะ ชัดๆ

 

อีกสิ่งที่เราชอบคือ ป้ายที่นี่ แต่ละทิศจะมีบอกว่า ตรงจุดนั้นคืออะไร
เราว่า นี่แหละสิ่งที่ขึ้นมาบนหอคอยแล้วอยากจะรู้ อยากจะเห็น

โตเกียวทาวเวอร์ ยามค่ำคืน

ลิบตานั่นคือ โอไดบะ

 

แล้วพวกเราก็ออกจากโตเกียวทาวเวอร์ เพื่อนัดเจอไกด์หยอย (เพื่อนอีกคน)
ที่ชิบุย่าเช่นเดิม ส่วนเพื่อนผู้ชายช่างภาพ แยกตัวอยากไปเห็นร้าน Plus Minus Zero
ดังนั้น เลคเชอร์กันต่อค่ะ  !

Plus Minus Zero เดิมอยู่ย่านโอโมเตะซานโดะค่ะ แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ Cat Street แล้ว
(เป็นตรอกแถวโอโมเตะไปฮาราจูกุ) ร้านนี้เพื่อนผู้ชายและจขกท.อยากมามากเพราะ
ถือเป็นท็อปแห่งวงการออกแบบโปรดักส์เลยค่ะ เบื้องหลังของแบรนด์นี้ไม่ใช่ใคร
Naoto Fukasawa ที่เกริ่นเอาไว้ อุบไม่บอกสักที

ทำไมแบรนด์นี้เราถึงต้องมาดู เรามาดูเพราะเป็นงานของนาโอโตะนั่นแหละพูดตรงๆ
แล้วนาโอโตะคือใคร โอเคเลคเชอร์

NAOTO FUKASAWA
โปรดักส์ดีไซเนอร์ทุกคนต้องอ๋อชื่อเค้า อ๋องานเค้า คนปกติไม่ได้คุ้นเคยกับวงการนี้ก็น่าจะเคยเห็นงานเขามาบ้าง
นาโอโตะเรียนจบจาก Tama University (ที่เดียวกับอิซเซ่นั่นแหละ) แล้วไปเรียนต่อเมืองนอกและไปทำงานกับ IDEO
(แบรนด์โปรดักส์ดีไซน์เมืองนอก ดังมวากส์) หลังจากนั้นก็กลับมาญี่ปุ่นและมาเปิด IDEO tokyo

งานของนาโอโตะถือว่าเป็นเจ้าพ่อมินิมอล น้อยมากๆ ทำงานให้กับแบรนด์ดังๆเยอะมาก อย่าง มูจิ
(ที่ใส่แผ่นซีดีของมูจิ ที่มีขายที่ชิดลม นาโอโตะทำนะจ๊ะ) นาฬิกาของอิซเซ่ (ที่จขกท.อยากได้)
และงานดีไซน์สวยงามอีกมากมาย งานเค้าทั้งนั้น

นอกจากทำงานเบื้องหลังแล้ว นาโอโตะยังออกมาเปิดแบรนด์ของตัวเองกับ Taku Satoh
ชื่อว่า Plus Minus Zero ที่เราพูดถึงนี่แล

 

ความเท่ของแบรนด์นี้นอกจาก นาโอโตะแล้ว อีกคนคือ ทาคุ ซาโต้
คนนี้ดีไซนเนอร์โปรดของ จขกท.เองค่ะ

TAKU SATOH

ทาคุซาโต้ทำงานมาเยอะมาก และหลายๆคนน่าจะพอเคยเห็นมาบ้าง

งานที่ทำให้อิซเซ่

ทำให้ คาลพิส

ทำ CI (Corporate Identity) ให้ +-0

และที่ผ่านตาหลายคนไปแล้ว ทำโลโก้ให้ 21_21 ทำให้ลอตเต้ ทำให้เมจิ อีกหลายแบรนด์ในญี่ปุ่นเยอะมากๆ

 

ดังนั้น ใครมาญี่ปุ่น มาโตเกียวลองมาดูกันนะคะ
ได้เห็นงานออริจินัล ได้จับมัน นี่ จขกท.ฟินและกับการมาญี่ปุ่น ฮ่าฮ่า

เรากลับมาชิบุย่า ข้ามถนนกันต่อ

มีการปราศัยหาเสียงด้วย

ได้เวลาทำภารกิจ ซื้อของฝาก จุกจิกทั้งปวง มานี่หมดเงินไปกับของฝากเยอะมาก

คนรึนี่

หลังจากซื้อของฝาก(เล็กน้อย) เดินเข้าห้าง ดูร้านรองเท้า
ใครจะมาซื้อรองเท้าที่นี่แนะนำร้าน ABC mart ไม่ต้องกลัวหายาก มีโคตรเยอะทุกเมืองแทบจะได้ สะใจดี

ไกด์หยอยก็พาเราเดินเล่นยามดึกดื่นไม่กลับบ้านนอน เดินกันขาลากต่อ
ตัดจากชิบุย่า ทะลุสวนโยโยงิ เพื่อไปฮาราจูกุ พวกนี้ไม่ยอมกลับบ้าน มาทำไม


สัญลักษณ์ ฮาราจูกุ สถานีรถไฟ เขาบอกว่าต้องมาตอนเสาร์อาทิตย์กัน ไว้พรุ่งนี้เรามาใหม่

มาเพื่อ กินเครป !

 

แล้วโตเกียวอีกหนึ่งวันของพวกเราก็จบลง
แบบงงๆและสาระเต็มสมองผู้อ่าน 55
ติดตามต่อตอนหน้าไม่มีอะไรมากค่ะ ตามรูป
สุดยอดแห่งความเกรียน นี่แหละทริปในฝันตามรอยวัยเด็ก
และเรือซันนี่ ข้าคือจ้าวแห่งโจรสลัด ฟินมากละ ญี่ปุ่น

 

*****

วิดีโอการเดินทางของเราค่ะ ทาง Youtube 

สำหรับตอนนี้

8. TOKYO 3/4

Facebook Comments