Asia, North, Thailand

Go! Thailand : EP 1 Mae Kam Pong Village

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้ง ถึงพวกเราจะชอบเดินทางต่างประเทศ

แต่บ้านเราเอง ก็มีอะไรน่าสนใจอีกเยอะมาก ประเทศไทยมีอะไรค้นหา มุมใหม่ๆ ความสุขจากสิ่งเล็กๆน้อยๆ

การได้พบเจอที่ใหม่ในบ้านของเราเอง เป็นอะไรที่ฟินมาก และจะมีอะไรดีกว่า ที่ดีๆ ไปง่ายๆ และพูดภาษาเดียวกับเรา

จึงเกิดเป็น Go!Graph Thailand เกิดขึ้น เป็นโปรเจคส์ที่จะทยอยเล่าบันทึกการเดินทางในประเทศไทย

ไปไหนบ้าง ไปอย่างไร ประทับใจ ไม่ประทับใจ ขอเชิญทุกคนไปเที่ยวบ้านเราด้วยกันค่ะ : )

 

เริ่มต้นมาจาก พวกเรามีโอกาสได้เขียนคอลัมน์ในนิตยสารหนีกรุง

(ที่ตอนนี้ส่งต่อให้คนอื่นเขียนไปต่อละ) บก.เขาก็บอกจุดหมายให้เราไปว่า

หมู่บ้านแม่กำปอง พวกเราก็ไม่รู้จักหมู่บ้านนี้กันอยู่แล้ว ที่ไหนไม่เคยไป

เราก็ต้องไป แถมงานนี้มีคนออกค่าเดินทางให้อีก สบายแฮ บก.บอกเรื่องตอนวันพุธ

แล้ววันศุกร์ก็ออกเดินทางเลย กระทันหันจริงๆ !! แต่เราก็ว่าสนุกๆดี เราก็รีบจองรถทัวร์

แล้วคืนวันพฤหัสก็ออกเดินทางเลย ณ หมอชิต ผู้คนเยอะมาก เมืองจีนเล็กๆ

การเดินทางไปเชียงใหม่ก็เป็นอะไรที่ง่ายดายมากค่ะ จองรถทัวร์ ออกกลางคืน

ถึงเช้าที่นู่น จบ ค่ารถก็เที่ยวละ 600-700 บาท / คน แล้วแต่ยี่ห้อ ถ้านครชัยแอร์ยอดฮิตก็จองยาก

(ชอบเต็มตลอดเวลา) เราก็จองๆไปเหมือนกันหมด ตอนนั้นช่วงธันวา (ไฮซีซันสุดๆ)

ทุกยี่ห้อเต็ม เหลือแต่บุศราคัมทัวร์ ที่ในพันทิพบอกว่าแย่มาก เอาเข้าจริงลองนั่งก็ไม่แย่เท่าไหร่

โอเคเลย กินๆ นอนๆ สบายก้น ฮ่าฮ่า

 

ถึงละเชียงใหม่ ยามเช้ามืด ทุกคนสภาพตื่นนอน

เราก็ถ่ายกะหมีแพนด้าซักหน่อย (แก๊งเราไม่มีเซนเซอร์หน้านะคะ 555)

จากขนส่งอาเขต (สถานีขนส่งหลักเชียงใหม่) เราไม่เข้าเมือง จะหารถต่อไปหมู่บ้านแม่กำปองเลย

รถตุ๊กตุ๊ก 3 คน เหมาไป 700 บาท – แลกกับหน้าตึง ตัวแข็ง โกรกลมไปตลอดทางแน่

รถแดงเหมา 1000 บาท – อันนี้สบายหน่อยแต่แพง ถ้าเพื่อนมาเยอะจะดีมาก เราก็เดินไป

เดินมาเพราะงกอยู่ แล้วก็เจอพี่กลุ่มหนึ่งจะไปหมู่บ้านแม่กำปองเหมือนเราพอดี

ว่าแล้วก็แชร์กัน เหลือคนละ 200 บาท คุ้มจริงๆ

 

ออกเดินทาง ไปที่ๆ ไม่รู้จัก หมู่บ้านแม่กำปอง

ไปทางตะวันออกของเชียงใหม่แถวสันกำแพง ห่างจากตัวเมือง 50 กิโลเมตร

 

เดินทางกันก็แบบงงๆ ลุงคนขับพาไปไหน เราก็ตาม

สักพัก ถึงแล้วหมู่บ้านแม่กำปอง ส่งถึงที่ ไม่ต้องเดินให้เมื่อยประสาเด็กออฟฟิศ

ทั้งทริปเราก็จะอยู่ในหมู่บ้านนี้ตลอดแหละ ศึกษาป่าเขาลำเนาไพร

หมู่บ้านนี้ มีที่พักให้เลือกหลายแบบ นอนกับชาวบ้านแบบโฮมสเตย์

หรือจะนอนกับพวกที่พักเอกชนก็มี เราเลือกนอนโฮมสเตย์ ก็ทำการติดต่อ

กับผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่กรุงเทพได้ (เบอร์ผู้ใหญ่บ้านหาไม่ยาก google เอายังเจอ

คนอะไรแจกเบอร์ตลอด ฮ่าฮ่า)

 

ผู้ใหญ่บ้านก็มาต้อนรับเราเสมือนเป็นฑูตต่างแดน

แนะนำให้รู้จักกับเจ้าของบ้านคือ พี่วันเพ็ญ (พวกเราเรียกชื่อเล่นพี่เพ็ญ)

แล้วพี่เพ็ญก็พาไปเก็บของที่บ้านเขา ใหญ่โตพอสมควรนะจ้ะ

พวกเรามากัน 3 คน นอน 1 คืน ทั้งหมด 1800 บาท เท่านั้น

 

กิจกรรมแรกของวันนี้ คือ เดินสำรวจรอบหมู่บ้าน

นำทางโดยไกด์พี่นิคม ประจำหมู่บ้าน

(ราคารวมแพ็คเกจกับบ้านพี่เพ็ญแล้วพร้อมอาหารเช้ากลางวันเย็น)

 

ที่แรกสุดแมสของหมู่บ้าน (นี่คือแมสแล้ว) วัดแม่กำปอง

ไม่ไกลจากบ้านเรานัก เดินชิวๆ บก.บอกโม้ไว้ว่า หมู่บ้านนี้มีโบสถ์กลางน้ำ

คิดภาพตามแต่อลังการเสมือนเมืองนอกแน่ จัดมา โบสก์กลางน้ำ

เราจินตนาการกันเกินไปเอง แต่ก็กลางน้ำจริงๆนะ

เดินไปอีกหน่อยจากวัด (ใกล้จนไม่รู้จะใกล้ยังไง) เป็นกลุ่มทำหมอนใบชา

ของชื่อดังของหมู่บ้านนี้ ป้าก็ยัดหมอนไป เราก็ไปแจม

ความเจ๋งของหมู่บ้านนี้เริ่มต้นจาก พี่นิคมเล่าว่า

หมู่บ้านนี้ทุกคนจะมีกลุ่มของตัวเอง ใครอยากทำอะไรก็ทำ

กลุ่มหมอนใบชา กลุ่มเมี่ยง กลุ่มกาแฟ กลุ่มโฮมสเตย์ กลุ่มไกด์

ป้าเขาก็นั่งเอาใบชายัดหมอนมาเป็นร้อยใบแล้วมั้ง ยัดไม่ง่ายนะ

ป้าอัดได้แน่นมาก อันละ 20 บาท พระเจ้า !!

ค่าครองชีพที่นี่ถูกมากเกินไปแล้วเมื่อเทียบกับกรุงเทพ

 

หมู่บ้านนี้จะไม่ตัดไม้เพื่อปลูกสิ่งใหม่ แต่จะปลูกสิ่งใหม่แซมไปกับป่า

ของดังของที่นี่คือ ใบชา (ยอดใบชาก็เก็บเอาจากในป่า ไม่มีไร่ชาอะไรทั้งนั้น

ธรรมชาติมาก ไม่มีสาร คุณตันต้องมาลองแล้ว) ใบชาที่เก็บได้เป็นกระสอบ

ส่วนหนึ่งเอาไปทำน้ำชา อีกส่วนก็มายัดเป็นหมอนใบชา ถ้าไม่ทำอะไรชาๆ

ก็เอาใบชามาทำเป็นเมี่ยง หมักดอง กินกันต่อไป ใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ามาก

พี่นิคมพาเราลัดเลาะทางลัดกันต่อ ไม่ต้องเดินขึ้นเขาให้เมื่อย

เดินเส้นใหม่ (ที่คนเขาไม่เดินกัน) เป็นเส้นทาง ศึกษาธรรมชาติ

 

ที่นี่ เราได้พบกับ

ดงดอกบ๊วย ใครแอบมาปลูกไม่รู้ เพิ่งจะเคยเห็นเป็นๆก็วันนี้

(พวกเราเป็นเด็กออฟฟิศเมืองนะ อย่าด่าเราเลย) สวยงามมาก เสมือนอยู่เกาหลี อันยอง โรแมนติกมาก

 

เส้นทางศึกษาธรรมชาติดำเนินต่อไป นี่คือ

ดอกกำปอง ที่มาของชื่อหมู่บ้าน (หมู่บ้านนี้ คำว่า แม่ มาจาก แม่น้ำ ไหลผ่านทั้งหมู่บ้าน

เราจะได้ยินเสียงน้ำไหลตลอดเวลา + ดอกกำปอง ที่เจอเยอะมากที่นี่)

วิธีการเก็บใบชา ของที่นี่จะตัดไม่หมด ตัดแค่ครึ่งใบเพื่อให้ต้นแตกใบอ่อน เติบโตใหม่ ขึ้นมาได้อีก ดีจัง

เมล็ดกาแฟออริจินัล ของดังอีกอย่างของที่นี่ เดี๋ยวเราไปดูวิธีการทำกันต่อ ขอเดินเข้าป่ากันก่อน

 

หมาเพื่อนรัก เดินตามเรามาตั้งแต่เส้นทางศึกษาธรรมชาติ

แลดูน่ารักนะ แต่จริงๆตัวเหม็นมากเหมือนอยู่แต่ป่าไม่อาบน้ำมาเป็นปี

อีกตัว หมู่บ้านนี้หมาเพื่อนรักเยอะมวากส์ หมาธรรมชาตินะ

แล้วเราก็มาถึงสยามสแควร์ของหมู่บ้าน ร้านกาแฟชมนกชมไม้ เจอไมโล หมาชื่อดังของที่นี่

 

จุดขายของร้านนี้คือ วิวทั้งหมดของหมู่บ้าน เล็กๆ แต่กินใจมาก หมู่บ้าน 3 สี เขียว น้ำตาล ฟ้า จบ

ชิวมาก กินชาจากหมู่บ้าน กินกาแฟจากหมู่บ้าน สูดอออกซิเจนในหมู่บ้าน และนั่งชมวิวทั้งหมู่บ้าน ดีงาม ประเสริฐเลิศเลอ

 

เดินชมป่ากันต่อ จากร้านชมนกชมไม้ อีกนิดก็ถึง น้ำตกแม่กำปอง

 

ความเจ๋งต่อมาคือ น้ำตกแม่กำปอง ไม่มีหน้าแล้ง ที่นี่น้ำไหลตลอดเวลา

น้ำตกมีทั้งหมด 7 ชั้น เดินไปถึงแค่ชั้น 4 ก็หอบแฮ่กแล้ว ที่นี่ป่าอุดมสมบูรณ์ หมู่บ้านน่ารัก และธรรมชาติ 100% มาก

 

หมู่บ้านนี้นอกจากธรรมชาติจะ 100% แล้ว คนในหมู่บ้านยังน่ารักใจดี 100%

ในแววตาพี่นิคมเล่าถึงแต่เรื่องดีๆในหมู่บ้าน เขาดูภูมิใจมากและไม่อยากไปทำงานในเมือง

ชีวิตคนเรา เท่านี้ มีความสุขแล้วจริงๆ

 

จากน้ำตก ได้เวลาเลาะป่าทางลัดกลับสู่หมู่บ้าน เราแทบไม่เคยเดินป่ากันเลย

เดินมากสุดก็แบบทางที่นักท่องเที่ยวนิยมๆกัน เจอแบบนี้แล้วแบบ ป่าสงบมากจริงๆ

 

จากห้องแอร์ออฟฟิศ สู่ไอเย็นจากธรรมชาติ

จากเมืองกรุงแสนวุ่นวาย สู่ป่าแสนสงบ

 

เมล็ดกาแฟแดงๆเมื่อกี้ ถูกแงะออกมาตากแห้งหน้าตาแบบนี้

พอตากแห้งแล้วก็เอาไปคั่วจนออกมาเป็นเม็ดดำๆ ที่เราเห็นตามสตาร์บัคส์นั่นเอง

 

ขนาดเดินเล่นไปตั้งนานแล้ว เพิ่งจะบ่ายกว่าๆ

แวะมากินข้าวบ้านฝีมือพี่เพ็ญก่อน น้ำพริกอ่องสูตรเด็ดของหมู่บ้าน

 

ช่วงบ่ายพี่นิคมมีธุระพาเด็กๆ ไปทัศนศึกษากันต่อ

พวกเราก็เดินเล่นกันเอง จากน้ำตกแม่กำปองขึ้นไป เป็นกิ่วฝิ่น

ที่ทางบก.บอกว่า ขึ้นไปสิ ฟินมาก เราก็โอเคจัดไป

   

 

นึกว่าจะเดินแบบชิวๆ ชมวิวสวยงาม โห ! ทางอภิมหาชันนนนนนของแห่งความชัน

เราก็เดินกันแบบไม่รู้มาก่อน รู้ตัวอีกทีก็แบบ จะกลับยังไงวะเนี่ย ไกลมากกกกก

อีก 3 กิโลถึงจะถึงกิ่วฝิ่น บ้าไปแล้ว แต่จะไปต่อก็ไม่ไหวแล้ว หยุดทีมีกลิ้งตกเขา

นี่ขนาดเป็นถนนนะ ตอนนั้นตายแน่ ตายแน่ ตายแน่

 

คิดว่าจะตายแล้ว เจอป้าขี่มอไซค์ลงมา ป้าบอก ไม่มีใครเคยเดินขึ้นไปนะ

ป้ายังไม่ไหวเลย เราก็จำใจอดกลั้นเดินกันต่อไป เบรคไม่ได้ ไม่มีทางราบเลย

เมื่อย เหนื่อยมาก ตอนนั้น แล้วก็มีรถกระบะจอดรับเรา เป็นแก๊งจีน เวียดนาม

ไทย ลาว อเมริกา หลายชาติมาก จะไปลำปางจากทางนี้ โชคดีมาก เขาแวะรับเรา

ถ่ายรูปด้วยกันหน่อย หน้าตาทุกคนแบบเหนื่อยจริง

 

ถึงจนได้กิ่วฝิ่น ด้วยเท้า 30% ด้วยรถ 70% ขากลับนี่คิดไม่ออกนะ ว่ากลับยังไง T-T

สวยอยู่ระดับหนึ่ง ถ้าขับรถมาที่นี่ ขับรถมา อย่าเดินมา

แต่ถ้าลองเดินขึ้นมา ที่นี่จะโคตรสวย มีค่ามากเพราะลงแรงไปหนักมาก

ชีวิตเสมือนได้ข้ามเขา ฝ่าอุปสรรคมาอีกลูกนึงเลย (คิดแล้วยังเหนื่อยอยู่)

 

ได้เวลาซวยต่อ ขากลับ ลงยังไงคะ ไม่มีรถให้โบกแล้ว

ก็จำใจเดินกันลงไป แล้วเราก็โชคดีอีกแล้ว อิอิ สบายเฉิบ รักการโบกรถมาก ณ จุดนี้

 

นักเรียนลงเขาพอดี วิ่งตามรถกันใหญ่ มาๆๆ นั่งหลังรถด้วยกันนี่แหละ

พอคนเยอะ รถก็เริ่มวิ่งไม่ได้ พังอีก ดับๆติดๆ จนเกือบไม่ได้กลับบ้านแล้วชีวิต

 

สมาชิกขึ้นกิ่วฝิ่น ไม่ไปอีกแล้ว T-T

 

แม่กำปอง ยามมืด ถ้ากรุงเทพคงยังไม่นอนกัน

แต่เห็นคนที่นี่นอนกันไวมาก สักพัก 2 ทุ่มเราก็นอนกันแล้ว อนามัยที่สุด เหนื่อยตังหาก

 

เช้าวันต่อมา เราจะไปเล่น Flight of Gibbon กัน

เป็นกิจกรรมผาดโผนหนึ่งเดียวในเชียงใหม่ ใครอยากเล่นก็นั่งรถมาจากเชียงใหม่

เล่นเสร็จก็กลับเมืองก็ได้ ส่วนเรา เดินจากหมู่บ้านไปเอา สบายใจจัง

บรรยากาศยามเช้าที่นี่ ดีมาก

 

Flight of Gibbon ค่าเล่นหลักพัน (จำไม่ได้ต้องหาดูในเน็ตเอากันนะ)

พวกเราเล่นฟรี เพราะบอกเขาเอาไปเขียนหนังสือให้ ฮาฮา

กิจกรรมนี้คือ การโหนสลิงไปในป่าเรื่อยๆ ตามเส้นทาง เป็น 50 รอบเลยมั้ง

สมบุกสมบันและเห็นป่าในมุมที่ไม่เคยเห็น ประทับใจมาก ตื่นเต้นมาก

และ สนุกมาก (ไม่ได้โม้นะ ขนาดเพื่อนยังตามไปลอง)

 

เขาก็ให้เราใส่เครื่องเซฟตี้ให้พร้อม คนเล่นส่วนใหญ่มีแต่ฝรั้งทั้งนั้น

ไกด์พาเรานั่งรถตู้เข้าสู่ป่า และเริ่มเส้นทางโหนสลิง วินาทีแรกที่ถูกผลักออกไป

กลัวมากกกกก ตายแน่ แต่แบบพอรู้ว่าปลอดภัยก็เริ่มเห็นภาพตรงหน้า

วิวสุดยอด (แน่นอนว่าไม่กล้าถ่ายมาให้ดูแน่) ไม่มีอะไรจะพูดจะขายแล้ว ไปเชียงใหม่ ไปลองเล่นเถอะ


 

ด่านสุดท้าย แค่ฉากก็ชนะเลิศละ

 

ถ่ายกับสมาชิกกลุ่มหน่อย ทิ้งท้ายๆ ทุกคนประทับใจมากกิจกรรมนี้

 

กลับสู่หมู่บ้าน ทาง Gibbon มีข้าวเที่ยงให้ฟรี แม่ครัวไม่ใช่ใครที่ไหน

พี่เพ็ญ นี่เอง คนในหมู่บ้านแม่กำปองนี่เองแหละ (ธุรกิจครอบครัวกันมากๆ)

หมู่บ้านนี้สามารถอยู่ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาเมืองและอิงกับธรรมชาติจริงๆ

 

เริ่มต้นจากมาหมู่บ้านที่ไม่เคยมามาก่อน ได้ลองชิมอาหารอะไรที่ไม่เคยลองมาก่อน

ได้ลองเล่นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้เจอคนที่ไม่ได้เจอมาก่อนแล้วรู้จักกัน

เข้าใจแล้วว่า ทำไมใครๆก็มาเมืองไทย : )

 

แล้วพบกันใหม่ เมืองไทยตอนต่อไป

ปราณบุรี สามร้อยยอด เมื่ออยากโพส ฮ่าฮ่า

 

 

 

 

Facebook Comments